ดวงจันทร์เกิดขึ้นจากอะไร และมาที่โลกได้อย่างไร

ทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์ ก็คือข้อสันนิฐานที่ยังคงเป็นแนวความคิด ข้อเท็จจริง หรือที่ในตำราเรียนเรียกว่า การตั้งสมมติฐาน เท่านั้น หลายๆคนได้มีการเข้าผิดว่า ทฤษฎี นั้นเป็นความจริง เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆที่เราทราบกันนั้น ก็ยังคงเป็นปริศนาและมีการขัดแย้งกันอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น เวลา

เรื่องของเวลาได้ถูกกล่าวถึงอยู่ 2 ทฤษฎีจากวิทยาศาสตร์ชื่อดังคือ ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเซอร์ ไอแซค นิวตัน ที่อธิบายว่า เวลาเป็นสิ่งคงที่ ไม่สามารถบิดเบือนได้ ไม่ได้สามารถไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ แต่ในทฤษฎีอควอนตัมของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้อธิบายว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ สามารถที่จะไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ เป็นต้น จากตัวอย่างนี้ทำให้เห็นแล้วว่ายังไม่มีหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ เช่นเดียวกันกับเรื่องที่จะยกมานำเสนอในบทความนี้ นั้นก็คือ ดวงจันทร์ เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าดวงจันทร์เกิดจากอะไร? มาจากไหน?

และมาอยู่ใกล้โลกได้อย่างไร? ได้มีข้อสันนิฐานแรกเกิดขึ้นและอธิบายไว้ว่า ดวงจันทร์นั้นเกิดจากกลุ่มดาวดวงเล็กในอวกาศรวมกัน เมื่อเวลาผ่านไปนานมากขึ้น ทำให้ดวงดาวเหล่านั้นรวมตัวจนใหญ่และกลายเป็นดวงจันทร์ โดยแนวคิดเป็นการสันนิฐานในแบบที่ยังไม่ได้มีการสำรวจใดเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถตอบคำตอบเรื่องที่ว่าทำไมดวงจันทร์ถึงมาอยู่ใกล้โลกได้ ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้มีอีกหนึ่งข้อสันนิฐานว่า เดิมนี้นั้นโลกเราไม่อะไรเลย มีแต่ดินหินแห้งๆ จนดาวพุธได้เข้ามาพุ่งชน

จนทำให้ชิ้นส่วนจากโลกนั้นกระเด็นออกมาอยู่ระยะใกล้ จึงกลายเป็นดวงจันทร์ เพราะเชื่อว่าในส่วนประกอบของดวงจันทร์ก็คล้ายกับโลก จึงมีแรงดึงดูดไว้ด้วยกัน ทำให้ดวงจันทร์โคจรและติดตามโลกไปทุกการเคลื่อนที่ ซึ่งในเวลาต่อมาเองนักวิทยาศาสตร์มีก็แนวโน้มที่เชื่อเรื่องชิ้นส่วนของโลกหลุดออกมาจากดวงจันทร์ เพราะได้มีการตรวจสอบและพบว่าส่วนประกอบทางเคมีของดวงจันทร์และโลกนั้นมีความเหมือนกัน แต่แล้วทฤษฎีนี้ก็ได้ถูปฏิเสธลงไป เพราะมีข้อขัดแย้งขึ้นมาว่า โลกไม่มีวัตถุมากพอที่จะทำแบบนั้นแบบนั้น ซึ่งหลายคนก็มีความคิดเช่นนั้น

เพราะถ้าหากเป็นอย่างนั้นเราอาจจะเห็นโลกไม่เป็นทรงกลมแน่ ถือว่าเรื่องของดวงจันทร์ก็เป็นอีกปริศนาที่รอวันคลีคลาย ปัจจุบันเองนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้หยุดทำการค้นหาคำตอบ ยังคงแก้ไขปริศนามาโดยตลอด ทุกวันนี้เองวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับเทคโนโลยีบนโลกเราก็มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น และในอนาคตเองก็จะคงจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานเราเองก็คงจะได้รู้คำตอบของปริศนาของวิทยาศาสตร์ทั้งหมดได้อย่างแน่นอน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ดูบอล

เคยทดลองเล่น ..เบ็ดตกน้ำแข็งกันบ้างไหม ?

                    

          วิทยาศาสตร์คือการเรียนรู้ เราสามารถนำสิ่งที่มีอยู่รอบตัวเรามาทดลองเพื่อให้ทราบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มีการทดลองมากมายที่เด็กๆสามารถนำมาทดลองทำเล่นๆ และสามารถไขความลับได้ด้วยตนเองว่าเหตุใดจึงเกิดผลลัพธ์อย่างที่เห็นเมื่อมีความสงสัยเราจึงควรทำการทดลองให้เกิดความกระจ่าง การทดลองทางวิทยาศาสตร์นอกจากจะช่วยให้เราเกิดความรู้แล้ว ยังส่งผลมีความสนุกสนานเพลิดเพลินด้วย สำหรับการทดลองต่อไปนี้เป็นการทดลองง่ายๆ ที่เด็กๆสามารถทำเองได้โดยไม่เกิดอันตรายใด 

           การทดลอง Ice Fishing   สำหรับการทดลองนี้เป็นการทดลองทำเบ็ดเพื่อตกน้ำแข็ง เหมือนเราทำเบ็ดตกปลาแต่เพียงแค่เปลี่ยนจากปลาเป็นน้ำแข็งเท่านั้น และที่สำคัญเบ็ดของเราไม่ต้องมีตะขอเอาไว้เกี่ยวก็สามารถตกน้ำแข็งขึ้นมาได้ เรามาลองดูวิธีการทดลองกันเลย ก่อนอื่น ต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับที่จะทดลองก่อน นั้นก็คือ  อ่างน้ำใหญ่พอประมาณเอาไว้สำหรับใส่น้ำ  1 ใบ  ก้อนน้ำแข็งหลายๆก้อน   เกลือป่น   และเชือก เพียงแค่มีอุปกรณ์  4 อย่างนี้เราก็สามารถทำการทดลองเบ็ดตกน้ำแข็งกันได้แล้ว เมื่ออุปกรณ์พร้อมแล้วเราก็มาเริ่มกันเลย

           การทดลองเริ่มจากนำน้ำเปล่าไปใส่ในอ่างน้ำที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นให้นำน้ำแข็งใส่ลงไปในน้ำที่อยู่ในอ่างที่เตรียมเอาไว้  เอาเชือกที่เตรียมไว้มาวางพาดบนก้อนน้ำแข็ง เสร็จแล้วนำเกลือป่นที่เตรียมไว้เทไปบนเชือกที่อยู่บนก้อนน้ำแข็ง ทิ้งไว้สักพักประมาณ 5-10 นาที  หลังจากนั้นให้ลองดึงเชื่อทั้งสองด้านขึ้นมา  แล้วคุณจะพบกับสิ่งที่น่าทึ่งที่สุด เพราะคุณจะเห็นว่า น้ำแข็งจะติดเชือกขึ้นชนมาด้วย 

          ที่นี้คุณอยากจะรู้ไหมล่ะว่า มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เป็นการเล่นมายากลหรือเปล่า หรือมีสิ่งเร้นลับคอยช่วยหรือไม่  สำหรับคำตอบคือไม่ใช่ทั้งสองอย่าง สิ่งที่เราทำกันนี้คือการทดลองทางวิทยาศาสตร์และที่สงสัยว่าทำไมก้อนน้ำแข็งถึงติดกับเชือกได้นั้นก็อธิบายสาเหตุการเกิดได้ง่ายๆคือ  เพราะตอนเราทำการทดลองเราใส่เกลือลงไป ซึ่งเกลือมีคุณสมบัติในการลดอุณหภูมิของน้ำที่แข็งตัวอยู่ให้ละลาย และเมื่อเราทิ้งไว้สักพักมันก็จะหลอมตัวใหม่ ทำให้น้ำแข็งยึดติดกับเชือกได้นั่นเอง

           เห็นไหมคะว่า สิ่งของไม่กี่อย่างที่เราหาได้ภายในบ้านของเราเอง  ก็สามารถนำมาเป็นอุปกรณ์สำหรับสอนให้ลูกหลานของเราเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ได้แล้ว  ทุกๆอย่างที่อยู่รอบตัวเรามีเหตุผลและผลที่สามารถอธิบายได้ทั้งสิ้นว่าเหตุใดจึงเกิดปรากฎการณ์เช่นนั้น ทุกคำตอบที่คุณอยากรู้วิทยาศาสตร์ช่วยไขคำตอบให้คุณได้ค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล