ผลกระทบของไวรัสโคโรน่า

ไวรัสโคโรน่าทำให้คนเราหลีกเลี่ยงจากการกอดและต้องระวังเรื่องพฤติกรรมทางสังคมไปอีกหลายี

เมื่อสัปดาห์หรือเดือนที่แล้ว การอยู่ห่างกันระหว่างครอบครัวและหลีกเลื่ยงการจับมือกัน เป็นเรื่องที่ไม่คุ้นชินทำให้คนเราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสังคมที่ทำกันมาตลอด 100 ปี

ลองคิดดูว่าหากสถานการณ์ต้นปี 2021 ยังไม่ดีขึ้น เราต้องเปลี่ยนจากการจับมือมาเป็นนำข้อศอกมาชนกันแทน ยิ่งการระบาดใหญ่ของโรคไวรัสโคโรนานานเท่าไหร่ ก็มีแนวโน้มว่าสังคมมนุษย์ต้องมีการคิดค้นวิธีการทักทายแบบใหม่เพิ่มขึ้นมา และอาจจะต้องใช้การทักทายแบบใหม่เป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี

พาเมล่า แพร์สกาย นักเขียนและนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สังคมกล่าวว่า ต่อไปเรื่องการทักทายแบบจับมือจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว 

ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลกเกือบ 3 พันล้านคนต้องติดเชื้อไวรัสโคโรน่า และยังมีคนอเมริกามากกว่าครึ่งประเทศ 

โจ เฟกิน อดีตประธานสมาคมสังคมวิทยาอเมริกันกล่าวว่า หากการล็อคดาวน์น้อยกว่า 6 เดือน ก็คิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงเต็มที่คือคนจะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพอนามัยมากยิ่งขึ้น 

มือของคุณต้องสะอาดเพราะว่าอาจมีเชื้อโรคอยู่ มิใช่มีไว้เพื่อเช็คแฮนด์ ยิ่งเราอยู่ในสถานะที่มีความเสี่ยงต่อไวรัสโคโรน่า covid-19 ซึ่งเป็นไวรัสที่ก่อกวนระบบทางเดินหายใจ เราจะเกิดอาการกลัวไปจนกว่า การแพทย์จะสามารถคิดค้นยามาฆ่าเชื้อไวรัส covid-19 ได้โดยตรง

แพร์สกาย กล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับการฆ่าเชื้อที่ ทำให้เด็กทารกอาจจะถูกปฎิบัติอย่างหมางเมินจากผู้ปกครองของเขา และอาจจะรู้สึกว้าเหว่เพราะว่าไม่ได้รับการสัมผัสทางร่างกายที่เพียงพอ ฉันเห็นว่ามนุษย์ต้องการการสัมผัสทางร่างกายเพื่อความอบอุ่นอยู่ดี

จำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กและผู้ใหญ่จะต้องติดต่อกับเพื่อนคนอื่นๆ เมื่อเราต้องอยู่ห่างกันการ call เพื่อให้เห็นภาพ (video call) เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพื่อให้รักษาความสัมพันธ์ที่เหมือนเดิม

ลองคิดดูนักเรียนประจำที่ต้องกลับบ้าน พวกเขาก็ต้องการความอบอุ่นแต่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็อาจทำให้พวกเขาว้าเหว่, รู้สึกตึงเครียดและวิตกกังวลได้ 

โรเบิร์ต ดิงวัลล์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สังคมที่มหาวิทยาลัย Nottingham Trent กล่าวว่า สื่อของเราให้ผู้คนกลับไปทำงานที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องมาที่สตูดิโอที่ลอนดอน โดยมีการจัดบรอดแบรนด์และเว็บแคมคุณภาพสูง อย่างไรก็ตามผมคิดว่าการสนทนาเป็นเรื่องที่สำคัญมากในแวดวงธุรกิจ และการพูดคุยนั้นต้องเห็นภาพด้วย 

นักวิทยาศาสตร์สังคมกังวลว่าการที่ผู้คนไม่ได้สัมผัสกันจะทำให้เกิดความห่างเหินและเด็กจะเกิดอาการซึมเศร้า ซึ่งการพูดคุยหรือการทักทายแบบสัมผัสกันจะทำให้คนเราเกิดความอบอุ่นและเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น

 

 

สนับสนุนโดย   เวปยูฟ่าเบท

คนเยอะล้นโลกทรัพยากรไม่พอจนต้องสูญพันธุ์

ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเดินหรือมองไปทางไหน ก็ต่างมีคนเต็มไปหมด ถ้าจะถามว่ามันแปลกอย่างไร เพราะดูอย่างไรมันก็คงไม่แปลกหรอกใช่หรือไม่ บนโลกก็ต้องมีคนสิ ถ้าไม่มีสิแปลก แต่เอาเข้าจริงแล้วถ้าหากเราลองสังเกตกันให้ดีอีกครั้ง เราจะมองว่ามันแปลกนะ ทำคนเยอะขึ้นแบบผิดปกติ ถ้าให้เทียบกับทุกๆ ปีที่ผ่านมา

ถ้าคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่สังเกตเห็นและสงสัยในสิ่งเหล่านี้ บอเลยว่าคุณกำลังคิดถูกแล้ว เพราะคนมันเยอะขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะไปทางไหนก็รู้สึกแออัดเพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม จึงได้มีการวิจัยในการสังเกตและทำสถิติของเรื่องจำนวนประชากรของแต่ละประเทศ และทั่วโลก ปรากฏว่าจำนวนประชากรนั้นเพิ่มสูงขึ้นมาก และการที่ประชาชนกรเพิ่มมาก ก็จะยิ่งทำให้หลายๆ อย่างนั้นออกมาเพียงพอต่อจำนวนประชากรอีกด้วย

ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาอย่างมากเลยเดียว เพราะวิกฤตนี้ถูกจัดอยู่ในสาเหตุที่จะทำให้มนุษย์นั้นน้อยลงหรือสูญพันธุ์ได้ ในปัจจุบันนี้โลกของเรามีประชากรทั้งหมดอยู่ประมาณ 7,500 ล้านคน และจากสถิตินั้นไม่มีการลดลง มีแต่แนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นอีกต่างหาก สืบเนื่องมาจากอัตราการเกิดและการเสียชีวิตที่ไม่สัมพันธ์กันจากหลาหลายปัจจัย จนส่งผลทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น

ไม่เพียงพอและลดลงมากขึ้นอีกด้วย ในบางประเทศนั้นได้ทำการแปรสภาพพื้นที่ของธรรมชาติให้กลายเป็นที่อยู่อาศัย และยังให้อัตราการแข่งขัยในสังคมนั้นสูงเพิ่มมากขึ้น เพราะเหตุนี้จึงทำให้หลายๆ ประเทศทั่วโลกได้ออกมาตรการให้จำนวนผลเมืองสอดคล้องกับพื้นที่ของประเทศตัวเอง ที่เรานั้นไม่อาจจะทราบได้เลยว่าจะหลงเหลือทรัพยากรและพื้นที่ไว้ได้มากน้อยแค่ไหนในอนาคต อย่างที่หลายๆคนเขาแหละว่ายิ่งประชากรเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่

นายทุนหรือผู้ประกอบการก็ยิ่งเพิ่มจำนวนของสินค้าให้เพิ่มมากขึ้น นั้นก็เท่ากับว่าเราจะยิ่งสูญเสียทรัพยากรทางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นนั้นเอง และไม่เพียงเท่านั้นเมื่อดึงทรัพยากรธรรมชาติมาใช้แล้วพอ ยังทำลายธรรมชาติเพิ่มอีกด้วยแบบนี้ก็จะยิ่งให้ทรัพยากรธรรมชาติลดลงไปเรื่อยๆ แล้วถ้าในวันหนึ่งที่ทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หมดลงไป

โลกเรานั้นจะเข้าสู่วิกฤตต่างๆ ทั้งเรื่องระบบนิเวศ สภาพอากาศ การขาดแคลนอาหาร และเพราะสาเหตุเหล่านี้จะก่อให้เกิดการแย่งชิงขึ้นจนทำให้มนุษย์เรานั้นเลือกที่ทำร้ายกันเอง จนเป็นที่มาที่ได้ถูกตั้งเป็นข้อสันนิฐานว่า เมื่อไหร่ที่ทรัพยากรบนโลกหมดไป เมื่อนั้นเองที่มนุษย์ สัตว์ และสิ่งมีชีวิตก็สูญพันธุ์ตามไปด้วย

 

 

ขอบคุณ  เล่นบาคาร่ายังไงให้ได้เงิน  ที่ให้การสนับสนุน

ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกทำสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์อีกครั้ง

ว่ากันว่าโลกของเรานั้นเกิดขึ้นมานานมากแล้ว มากกว่า 4,000 ล้านปีอีกด้วยซ้ำ การจะหาคำตอบของการเกิดสิ่งมีชีวิตนั้นถือว่าเป็นเรื่องยากมาก นักวิจัยจึงได้แต่ทำการที่ทำให้มันหายไปจากโลกมากกว่า การหาคำตอบว่าสิ่งมีชีวิตแรกของโลกนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์เองนั้นยังไม่สามารถตอบได้ ถึงแม้ว่าจะมีทฤษฎีออกมาและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกก็ตาม

แต่ในความเป็นจริงแล้วนักวิทยาศาสตร์เองก็ต่างค้นหาคำตอบมาโดยตลอดเวลาจนปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่ามีชีวิตอยู่จริงบนโลกเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนนั้นก็คือ ไดโนเสาร์ ซึ่งในปัจจุบันคงไม่มีสัตว์ดึกดำบรรพ์พวกนี้อาศัยอยู่เป็นแน่ เพราะมันได้สูญพันธุ์หายไปจากโลกนี้นานแล้ว ซึ่งนักวิจัยเองก็ได้สร้างข้อสันนิฐานของการสูญพันธุ์พวกมันขึ้นมาหลากหลายอย่างเช่น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

ที่เกิดมาจากการพุ่งชนของอุกกาบาต เป็นต้น เช่นเดียวกับที่จะนำมาเสนอในบทความนี้คือการพุ่งชนของอุกกาบาต หรือ ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก ที่เป็นแนวความคิดที่ถูกยอมรับกันในวงกว้างทางวิทยาศาสตร์ว่า มันเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์ต้องสูญพันธุ์ไป เพราะเมื่อดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เข้ากระทบกับพื้นโลก จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจนกลายเป็นแผ่นดินไหว เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ และเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ ปีกที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกได้รับผลกระทบ โดยปกติแล้วนั้นดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศของโลกด้วยความเร็ว 19 กิโลเมตรต่อวินาที

และด้วยความบอบบางทำให้มันเกิดความซึกกร่อนลงไปทีละเล็กทีละน้อย จนขนาดของมันนั้นมีความเล็กลงเรื่อยๆ และกว่าจะถึงพื้นโลกมันก็มีขนาดที่เล็กจนไม่สามารถสร้างผลกระทบอะไรได้ หรือที่เราเห็นเป็นดาวตกนั้นเอง หรือบางทีถ้ามันผ่านชั้นบรรยากาศแล้วเหลือรอดมายังพื้นโลกได้ถึง 600 กิโลกรัม ขอบเขตของความเสียหายจากดาวเคราะห์น้อยจะลดลั่นไปตามขนาดและความเร็วของมัน แต่ถ้าหากมันดาวเคราะห์น้อยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่อยู่ 1 กิโลเมตร ถือว่าไม่ต้องคิดคำนวณใดๆ แล้ว เพราะขนาดของมันเท่านี้พอที่จะสามารถทำลายล้างโลกได้ทั้งหมดเลยทีเดียว

ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะเป็นสาเหตุเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในยุคไดโนเสาร์อย่างแน่นอน และถ้าหากมันจะเกิดขึ้นอีกครั้งบนโลกของเราในอนาคต เช่นเดียวกันไดโนเสาร์ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตนั้นก็อาจจะสูญพันธุ์ได้ หรือถ้าหากว่ามีมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเหลือรอด ก็คงจะสามารถทนอยู่ได้นาน นั้นเป็นเพราะว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งโลก นั้นหมายถึงสภาพแวดล้อมจะบีบบังคับไม่ให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกต่อไป

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   gclub

มนุษย์ต่างดาวที่ว่าไม่มีจริง แต่มีคนสร้างความปลอดภัยจากมนุษย์ต่างดาว

มนุษย์ต่างดาวถือว่าเป็นสิ่งลี้ลับที่ไม่ได้ต่างจากพวกผีปีศาจ เพราะมนุษย์ต่างดาวก็เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถเห็นได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าพูดในความน่าเชื่อถือ มนุษย์ต่างดาวดูเป็นไปได้มากกว่าสิ่งลี้ลับอย่างพวกผีปีศาจมากกว่าเสียอีก เพราะหากนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า จักรวาลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีระยะเป็นอนันต์ หาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นไม่ได้

เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าในจักรวาลที่ระยะทางแสนไกลออกไปจะมีดวงดาวที่เหมือนที่เหมือนกับดาวโลกหรือไม่ ไม่ใช่ในเรื่องของสภาพอากาศ แต่หมายถึง สิ่งมีชีวิต เพราะเหตุใดถึงเชื่อแบบนั้น นั้นเริ่มมาจากการระเบิดตัวตามทฤษฎีบิ๊กแบง ดาวโลกที่เดิมทีหลายล้านพันปีก่อนได้ถูกสันนิฐานว่าก็เป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่งเท่านั้น เช่นเดียวกันกับในแนวความคิดที่ว่าก็นาจะมีวัตถุอีกหลายชิ้นที่กระเด็นออกไปหลายทิศทาง ถ้าหากมันมาจากการระเบิดเดียวกันในครั้งนั้น ก็เป็นไปได้ว่าที่จะมีดาวโลกดวงอื่นในจักรวาลแห่งนี้เช่นเดียวกัน แต่การที่มีมนุษย์โลกบางคนเห็นได้เห็นการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาว

พร้อมกับหลักฐานที่เป็นทั้งภาพถ่ายและการบันทึกภาพเป็นวิดีโอ ในหลักฐานตรงนี้หลายคนมองว่าเป็นการตัดต่อโดยใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าในเวลาต่อมาได้มีการตรวจสอบหลักฐานเหล่านั้น ซึ่งพบว่าบางหลักฐานนั้นก็เป็นของปลอม และในบางหลักฐานนั้นก็เป็นของจริง ทางนักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถยืนยันในเรื่องนี้ได้

แต่เชื่อหรือไม่ว่าเรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่นั้น ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีประชาชนเดินทางไปทำประกันภัยหากเดเหตุฉุกเฉินโดนมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป รวมไปถึงหน่วยดับเพลิง

ที่ได้มีการซ้อมรับมือหากมนุษย์ต่างดาวมาเยือน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่า ถ้าหากไม่มีมนุษย์ต่างดาวจริง ทำไมผู้คนจะต้องทำประกันภัยเพื่อสร้างความปลอดภัยจากการโดนลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาว แล้วหน่วยดับเพลิงต้องซ้อมรับมือกับมนุษย์ต่างดาวทำไม ถ้าไม่ใช่ว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีชีวิตอยู่จริง จะจริงหรือไม่ที่แท้จริงแล้วมนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงบนโลกของเรา

แต่ถูกปิดข่าวเก็บเอาไว้ เพื่อไม่ให้ประชากรทั่วโลกตื่นและตกใจ แต่ถึงอย่างไรนั้นเรื่องการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ต่างดาวยังคงเป็นปริศนากันต่อไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จะไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้มาก

แต่ในอนาคตถ้าหากว่าเราพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ได้เพิ่มมากขึ้น มนุษย์เราอาจจะสามารถเดินทางสำรวจไปทั่วจักรวาลได้ หรือทำการติดต่อการสัญญาณเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นๆได้ ถึงวันนั้นเราอาจจะได้ทราบกันก็ได้ว่ามีมนุษย์ต่างดาวอยู่จริงหรือไม่ หรือจะมีโลกเราในจักรวาลแห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้นที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

 

สนับสนุนโดย  สมัคร Gclub

มนุษย์เกิดขึ้นจากการตัดแต่งพันธุกรรมโดยมนุษย์ต่างดาว

คุณเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือไม่? แล้วเชื่อหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์บนโลกอย่างพวกเรานั้นเกิดขึ้นมาได้เพราะมนุษย์ต่างดาว อาจจะฟังดูเหลือเชื่อไปใช่ไหม มันจะเป็นไปได้จริงหรือ เพราะก่อนหน้านี้ทฤษฎีที่ถูกยอมรับและมีการเผยแพร่กันเป็นอย่างมากคือ ทฤษฎีมนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง ซึ่งเป็นเพราะลิงเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์มากที่สุดก็เห็นจะเป็นได้ ทั้งลักษณะภายนอกและภายใน โครงสร้างของกระดูกลิงและมนุษย์นั้นมีความคล้าย และยังเป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกันอีกด้วย

ในเวลาต่อมาก็ได้มีทฤษฎีต่างๆนานเกิดขึ้นมามากมาย รวมไปเรื่องที่มนุษย์นั้นเกิดมาจากมนุษย์ดาว ซึ่งมีมนุษย์โลกได้อ้างตัวตัวว่าเขานั้นถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป และสิ่งที่เขาได้พบนั้นคือ การตัดแต่งพันธุกรรม ที่มนุษย์ต่างดาวกำลังทำอยู่ นั้นคือ การนำมนุษย์ต่างดาวมาตัดแต่งพันธุกรรมให้กลายเป็นมนุษย์ของเรา

นั้นหมายความว่าลักษณะของมนุษย์ต่างดาวที่ทำการตัดแต่งพันธุกรรม จะรูปทรงที่เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แบบ แต่หากมนุษย์ต่างดาวที่ถูกตัดแต่งนั้นไม่ถูกนำมาไว้บนโลกเหมือนแต่ก่อน นั้นจึงทำให้มีความคิดว่าหรือแท้จริงแล้ว มนุษย์กลุ่มแรกที่เดขึ้นบนโลก คือมนุษย์ต่างดาวที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมแล้วถูกส่งตัวมาให้ใช้ชีวิตบนดาวโลกแห่งนี้ เมื่อเห็นมนุษย์ต่างดาวที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมสามารถมีชีวิตรอดและสามารถอาศัยอยู่บนโลกได้ ทำให้มนุษย์ต่างดาวประสบความสำเร็จกับเทคโนโลยีในด้านนี้ แต่เรื่องนี้ก็พิสูจน์ไม่ได้หรอว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่แต่อย่างใด

เพราะไม่มีหลักฐานใดๆว่าเป็นข้อพิสูจน์นอกจากคำพูด แต่ถึงอย่างไรนั้น ถ้าหากว่าเรื่องเป็นความจริงอย่างที่คนผู้นี้เล่าว่าได้ไปเห็นสิ่งเหล่านั้นมาจริงๆ นั้นหมายความว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีสมองที่ฉลาด มีพัฒนาที่ไวกว่ามนุษย์ มีเทคโนโลยีและวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าอย่างมาก ที่จะสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้เมื่อหลายล้านปีก่อน

และการที่มนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมายังโลกและสามารถลักพาตัวคนไปได้นั้น ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขานั้นมีศักยภาพมากแค่ไหนที่จะยานพาหนะที่มีความไวเท่าแสงได้ เพราะขนาดมนุษย์เองยังไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้เลย อะพอลโล่11ที่ว่าเร็วที่สุดในโลกแล้วนั้น หากต้องการจะเดินทางให้เร็วกว่าแสงก็ต้องเพิ่มอีกหลายร้อยเท่าเลยก็เป็นได้

โดยทั้งหมดทั้งมวลอยากให้ทุกๆคนเก็บไปพิจารณาเท่านั้น ซึ่งความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นเราคงต้องรออนาคตกันอีกทีว่ามนุษย์ต่างดาวจะปรากฏตัวให้พวกเราเห็นหรือไม่ หรือเป็นพววกเราเองที่จะต้องเดินทางไปหาพวกเขา

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   แทงบอล เว็บไหนดี

มนุษย์แท้จริงแล้วเกิดมาจากปลา

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรานั้นเกิดมาจากคำอะไร แน่นอนว่าเรานั้นเกิดมาจากพ่อกับแม่ แต่เราที่ว่าคือ พวกเรา ที่เป็น มนุษย์ ต่างหาก มนุษย์เกิดขึ้นได้อย่างไร ในความเป็นจริงแล้วเรื่องมนุษย์มีที่มาอย่างไรนั้นก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะหลากหลายหลักฐานมายืนยันการเกิดมนุษย์แรกเริ่มของโลกนั้น

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับหรือเข้าใจในความเป็นไปได้ของทฤษฎีการเกิดมนุษย์ที่ออกมาหลากหลายทฤษฎี อย่างทฤษฎีที่ถูกกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลาย และเป็นที่ยอมรับกันในคนหมู่มากและทางวิทยาศาสตร์นั้นก็คือ มนุษย์มีวิวัฒนาการมากจากลิง ซึ่งไม่ใช่ลิงตัวเล็กๆที่ชอบโลนโผนนะ แต่เป็นลิงซิมแปนซี

ที่มีรูปลักษณะภายนอกและภายในคล้ายกับมนุษย์เกือบทุกอย่าง รวมถึงการกระทำบางสิ่งที่คล้ายกับมนุษย์อย่างเช่น การเดิน ที่สามารถเดินด้วย 2 ได้ และในเวลาต่อเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เองนั้นก็ไม่ได้หยุดพัฒนา ยังคงทำงานหาข้อมูลทำการวิจัยเรื่องพวกนี้อยู่เสมอมา และนั้นเองที่ทำให้แนวคิดเดิมที่ว่า มนุษย์ที่ต้นกำเนิดมาจากลิงซิมแปนซี

โดยแท้จริงแล้วก็มีแนวคิดออกมาโต้แย้งว่า มนุษย์ไม่ถูกกำเนิดเกิดขึ้นมาจากการวิวัฒนาการของลิงซิมแปนซี แต่มนุษย์กับลิงนั้นมีบรรพบุรุษเดียวกัน ได้มีผู้ค้นพบแนวคิดใหม่ว่ามนุษย์นั้นได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาจาก ปลา อ่านถึงตรงนี้แล้วคงยากที่จะเชื่อไปกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรเลยที่มนุษย์และปลามีลักษณะคล้ายกัน เรียกได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่จากแนวคิดตามทฤษฎีนี้ได้มีการอธิบายว่า ให้ดูที่การกำเนิดของปลาและมนุษย์ ตอนที่มนุษย์นั้นอยู่ในครรภ์ช่วงแรกนั้นเป็นตัวอ่อนที่รูปร่างเหมือนกับปลา ในเวลาต่อมาได้มีตาสองข้างเกิดขึ้นด้านซ้ายและด้านขวาแบบปลา

แล้วจึงค่อยๆเลื่อนมาอยู่ข้าง มือของเด็กในครรภ์ก่อนจะเริ่มแยกออกมาเป็นที่ละนิ้วนั้น เดิมก็ถูกเชื่อมกันไวด้วยหนังบางๆคล้ายกับคีบของปลา ซึ่งในเวลาต่อที่อายุครรภ์มากขึ้น หนังตรงนั้นเริ่มแยกออกจากกัน แต่ก็ยังปรากฏให้เห็นได้ ลองแยกนิ้วสิ หนังที่เชื่อมกันระหว่างนิ้วตรงนั้นแหละที่ทำให้มีแนวคิดนี้ขึ้นมา  เช่นเดียวกับเท้าที่กล่าวว่าวิวัฒนาการมาจากหาง มนุษย์เรานั้นอาจจะไม่ได้วิวัฒนาการมาจากปลาทุกสายพันธุ์

และปลาบางสายพันธุ์มีหางที่เป็นแผ่นเดียวกัน และบางสายพันธุ์แยกออกเป็นสองข้าง ซึ่งเชื่อว่าเราต้องมาจากปลาสายพันธุ์ประเภทนั้น ตามหลักการแล้วนั้นเราไม่ได้วิวัฒนาการจากปลาสู่คนเลยทันที แต่จะวิวัฒนาการโดยเริ่มจากปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื่อนคลาน จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์

แต่ถึงอย่างไรก็ยังถือว่าเป็นแนวคิดที่ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด อย่างไรเรานักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่เคยหยุดคิดค้นเรื่องนี้อย่างแน่นอน และในอนาคตอาจจะทำให้พวกเราทราบกันก็เป็นได้ว่า พวกเรานั้นเกิดมาจากอะไร

 

 

สนับสนุนโดย   ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

มนุษย์ดาวโลกดวงอื่น

คุณเคยเห็นมนุษย์ต่างดาวหรือไม่? หรือ คุณเชื่อในเรื่องของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่? มนุษย์ต่างดาวที่ถูกกล่าวถึงนี้หลายคนมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เดินทางมาจากนอกโลกของเรา ซึ่งก็คือดาวดวงอื่นๆที่อยู่ในจักรวาลเดียวกันแห่งนี้ แต่จะเป็นไปได้จริงหรือว่าในจักรวาลของเรานั้นมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอาศัยอยู่อีก โดยคำถามเหล่านี้แม้นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถที่จะค้นหาคำตอบได้ เพราะอย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า จักรวาลนั้นมีขนาดที่ยิ่งใหญ่ไพศาล มีระยะทางที่ไม่สิ้นสุด ถึงแม้จะมีการออกสำรวจนอกโลก แต่ถ้าหากเทียบกับขนาดของจักรวาลแล้วการสำรวจแทบเป็นเพียงจุดเล็กของพื้นที่จักรวาลทั้งหมดเลยก็ว่าได้

แต่ถึงอย่างไรนั้นก็มีความเชื่อที่ว่าไม่ใช่แค่โลกเราที่มีสิ่งมีชีวิตเพียงของดวงเดียว เหตุการณ์บิ๊กแบงที่เกิดขึ้นโดยการละเมิดในจักรวาลได้ทำให้ชิ้นส่วนต่างๆระเบิดกระเด็นออกไปต่างทิศต่างทางกัน และเป็นไปได้ว่าน่าจะมีชิ้นส่วนที่ลักษณะคล้ายโลกถูกเหวี่ยงออกไปในทิศทางที่ไกลหลากหลายส่วน นั้นก็แปลว่า อาจจะมีความเป็นไปได้มากเช่นกันเรื่องที่ว่า จะมีดาวโลกใบอื่นๆ

ที่เหมือนกับดาวโลกของเรา และอาจจะมีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ได้เช่นเดียวกันเกิดขึ้นบนดาวโลกนั้น ซึ่งมีหลากหลายหลักฐานทั้งเป็นภาพถ่ายและการบันทึกภาพเคลื่อนไหว การพบเจอมนุษย์ต่างดาว ถึงแม้ว่าจะมีการตรวจสอบแล้วว่าบางหลักฐานนั้นถูกปลอมขึ้นมา ทำการจัดฉาก ทำการตัดต่อภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

และในบางหลักฐานเองก็ตรวจสอบแล้วพบว่ามันคือภาพจริง ที่ไม่ผ่านกระบวนการตกแต่งภาพโดยใช้โปรแกรมได้ช่วยเลย ซึ่งถือว่าเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมาเยือนโลกจริงๆ แต่ก็แปลกนะว่าไหม เพราะเหตุใดพวกเขาเหล่านั้นถึงสามารถที่จะเดินทางมายังโลกของเราได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์ ต่างก็ได้ทำการค้นหาระยะทางต่างๆของจักรวาลแล้ว การที่เราจะสามารถเดินทางอยู่บนอวกาศได้เร็วเท่าความไวแสง และมีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะอาศัยอยู่บนอวกาศนั้นต้องมาก

และถ้าหากมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นมีจริง นั้นหมายความว่าเทคโนโลยีของดาวโลกพวกเขาจะต้องล้ำและมีความเจริญก้าวหน้ากว่าของโลกเราหลายเท่าเลยก็อาจจะเป็นไปได้ และทั้งหมดนี้ก็เพียงทฤษฏีและแนวคิดที่สันนิฐานเอาไว้เท่านั้น อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าเรื่องนี้ยังเป็นที่พิสูจน์แน่ชัดไม่ได้ว่า จะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอยู่ในจักรวาลแห่งนี้อีกหรือไม่

หรือจะมีเพียงแค่โลกเราเพียงแค่โลกเดียวที่มีสิ่งชีวิตอยู่ หากในอนาคตถ้ามนุษย์เราสามารถสร้างที่จะสามารถเดินทางไปสำรวจได้ทั่วอวกาศแล้วล่ะก็ เราอาจจะได้ทราบกับว่าสิ่งที่เราสงสัยนั้นมีอยู่จริงหรือไม่จริงกันแน่

 

 

สนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ100

สิ่งของที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้

สถานที่ที่นักวัทยาศาสตร์ได้ถูกค้นพบและก็ยังบอกไม่ได้ว่ามันกำเนิดมาได้อย่างไรและของที่ได้ถูกค้นพบนั้นใครกันเป็นคนที่คิดค้นเป็นสร้างมันขึ้นมาซึ่งของแต่ละชนิดนั้นก็ได้มีความแตกต่างกันออกไปที่มันยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าของเหล่านั้นมันถูกประดิษฐ์มาจากฝีมือใครกันแน่

เควียมบาย่า

ต้องบออกเลยว่าสิ่งของชิ้นนี้เป็นสิ่งของที่ประดิษฐ์ออกมาได้น่ารักมากๆของอารยธรรมกิมบาย่าในประเทศโคลัมเบียอายุประมาณ1000ปีด้วยหน้าตาลลวดลายที่ดูยังไงก็เหมือนเครื่องบินชัดๆแบบนี้จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์บต่างก็ได้พากันสงสัยว่าในยุคสมัยโบราณแบบนั้นมันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่กันแล้วหรอซึ่งเจ้ากิมบาย่าที่เรานั้นได้เห็นกันอยู่นี้มันได้ถูกประดิษฐ์มาจากทองคำแท้ที่มีลวดลายสวยงามที่มองดุแลวมันหน้าแปลกตาและขนาดของเจ้าตัวกิมบาย่านั้น

จะมีขนาดที่ประมาณ5 – 7เซ็นติเมตรโดยมันมีรูปลักษณ์ที่ผสมผสานจากสัตว์หลายชนิดนั้นเอามารวมกันซึ่งสัตว์ที่ได้นำมาทำนี้ต้องบอกเลยว่าไม่มีใครที่ได้เห็นในยุคปัจจุบันจึงได้คาดการเอาไว้ว่ามันน่าจะเป็นสัตว์ที่มาจากจินตนาการหรือมันอาจจะมีจริงแต่ส่วนใหญ่มันอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วก็ได้แต่จะว่าไปมันก็แอบมีความคล้ายเครื่องบินอยู่เหมือนกันเพราะว่ามันมีปีนและรูปทรงเหมือนกันซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงหมายความว่าเครื่องบินนั้นมีมาตั้งแต่ยุคนั้นแล้วหรือว่านี้มันจะเป็นต้นแบบของการสร้างเครื่องบินกันแน่มันน่าสงสัยจริงๆ

กำแพงหินยักษ์กอร์นาย่า

กำแพงหิกยักษ์แห่งนี้ได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญในเทือกเขาไซบีเรียว่ากันว่าจนมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถพบหลักฐานใดๆเลยว่าสิ่งที่ก่อสร้างจากหินนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรแต่ถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมันก็น่าจะตะลึ่งไปหน่อยเพราะหากว่ามันจะเป็นฝีมือของมนุษย์จริงๆบอกได้เลยว่ามันไม่ธรรมดาเอามากๆเพราะว่าคงไม่มีใครยกหินที่มีนำหนักประมาณ3000 4000ตันขึ้นเอาไปเรียงเป็นชั้นสวยงาม

จนมันมีความสูงถึง40เมตรได้ยกเว้นว่ามันจะมีเทคโนโลยีที่ว่าทันสมัยล้ำเข้ามาช่วยซึ่งมันก็ยังไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่แต่แค่นั้นมันยังไม่พอมันยังมีเรื่องลี้ลับแปลกๆเล่าต่อกันมาอีกด้วยว่ากันว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่นักสำรวจจะไปที่นั่นแต่พอไปถึงแล้วเข็มทิศกับชี้ไปทางตรงข้ามทั้งๆที่เข็มทิศก็ไม่ได้เสียถึงจะไม่รู้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

ความฝัน มีแบบไหนบ้าง

คุณเคยฝันหรือไม่? เชื่อเถอะว่าคงไม่มีใครไม่เคยฝัน คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าความฝันนั้นเกิดขึ้นมาจากอะไร ในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปของ ความฝัน ได้เลย และยังถือว่าเป็นเรื่องที่กำลังถกเถียงอยู่มาตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน ที่ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลที่มาความฝันได้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก จนทำให้ดูเหมือนว่าทฤษฎีได้รับการยอมรับ จนเข้าไปอยู่ในตำราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เลยก็ว่าได้

ซึ่งแนวคิดของทฤษฎีนี้ได้บอกไว้ประมาณว่า ความฝัน คือ จิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกที่ว่านี้หมายความคิดที่ถูกฝังลึกไว้ในความคิดของเราอีกที เป็นเรื่องที่เราอาจจะเคยคิดแต่คิดว่าไม่สำคัญ เลยสลัดมันทิ้งไปแต่จริงแล้วมันสำคัญจนมันถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก ทำให้บางครั้งเราแปลกใจเมื่อตื่นนอนจากความฝันว่า ฝันแปลก อย่างเช่น คุณไปเดินในสถานที่ที่ใดที่หนึ่ง คุณเจอผู้คนมากมาย และคุณไม่ได้สนใจคนเหล่านั้น แต่เมื่อคุณกลับมานอนและหลับ เหมือนกับว่าคุณฝันเห็นคนแปลกหน้าเหล่านั้นในความฝัน ซึ่งสิ่งน้ำลังอธิบายว่า คุณไม่ได้สนใจผู้คนเหล่านั้นในโลกความเป็นจริง

แต่ในความเป็นจริงแล้วสมองของคุณกำลังจดจำคนเหล่านั้นแล้วให้เป็นจิตใต้ของคุณ แต่สำหรับบางคนนั้นไม่เป็นแบบนั้น ในบางคนก็ฝันต่อจากความคิดในชีวิตจริง ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้แหละที่นักวิทยาศาสตร์กำลังถกเถียงกันอยู่ และได้ทำการแบ่งความฝันออกเป็น 3 รูปแบบดังนี้

  • ฝันแบบรู้ตัว คนที่ฝันแบบนี้แม้ว่าจะนอนหลับ ก็กำลังรู้สึกตัวว่าสิ่งที่อยู่ในความคิดตอนนี้คือ ความฝัน จึงไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมาก บางคนก็เพียงแค่ทำการดูสถานการณ์ในความฝันต่อไป ซึ่งในกลุ่มคนที่ฝันแบบรู้ตัวนี้จะสามารถควบคุมทิศทางของความฝันได้ ก็เปรียบเสมือนกับที่เราสามารถควบคุมความคิดในยามตื่นได้นั้นแหละ
  • ฝันซ้ำ การฝันซ้ำนั้นอธิบายได้ 2 แบบ คือ การฝันซ้ำจากความฝันในคืนก่อนที่หลับ นั้นหมายถึงว่าคุณยึดติดกับความฝันชุดเดิม จนทำให้เก็บเอาไปฝันซ้ำในทุกคืนๆ และอีกในความหมายของการฝันซ้ำคือ คุณฝันซ้ำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของคุณ จนนำเอาไปเป็นชุดความฝันได้เลย จึงกลายเป็นการฝันซ้ำที่ซ้ำกับเหตุการณ์ที่คุณได้ผ่านมาแล้ว
  • ฝันร้าย การฝันร้ายมีความเชื่อว่าเป็นลางไม่ดี แต่ถ้าหากให้พูดถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้วละก็ การฝันร้ายนั้นเกิดมาจากความคิดและความรู้สึกของตัวคุณเอง คุณอาจจะไม่ได้เจอเรื่องร้ายๆมา แต่ความรู้สึกเครียด วิตกกังวล สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นชุดความคิดของคุณ หากเปรียบเทียบกับตอนที่คุณตื่น การรู้สึกเหล่านี้จะทำให้คุณมีความคิดด้านลบมากกว่าด้านบวก เช่นกับความฝัน ถ้าหากคุณมีความรู้สึกเหล่านี้ก็จะส่งผลให้ความฝันคุณนั้นเป็นไปในทางด้านลบ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า ฝันร้าย นั้นเอง

 

ขอขอบคุณ  ae sexy  ที่ให้การสนับสนุน

ถ้าโลกหยุดหมุน มนุษย์ต้องลงไปอาศัยใต้ดิน

โดยปกติแล้วโลกของเราจะหมุนโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ และหมุนรอบตัวเองด้วย เคยสงสัยกันไหมว่าถ้าโลกหยุดหมุนแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วมนุษย์จะสามารถอยู่รอดจากเหตุการณ์นี้ได้หรือไม่ การที่โลกหยุดหมุนนั้นในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถให้คำตอบในความเป็นไปได้ว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นจริงก็ได้มีข้อสันนิฐานออกมาแล้วว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลกบ้าง การหมุนตัวของโลกนั้นหลักๆแล้วมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องของเวลาอย่างแน่นอน และปรากฏการณ์ที่จะเกิดจากข้อสันนิฐานต่างๆอย่าง การลอยตัว ทุกอย่างบนโลกรวมถึงสิ่งมีชีวิตก็ลอยขึ้นสู่อากาศ

เกิดแรงเหวี่ยงอย่างรวดเร็วทำให้ทุกสิ่งถูกเหวี่ยงอยู่ท่ามกลาวอากาศ ก่อให้เกิดพายุที่มีความรุนแรงมาก พลังงานบนโลกหยุดทำงาน ส่งผลให้ระดับน้ำในทะเลและในมหาสมุทรก่อตัวขึ้นสูงจนกลายเป็นคลื่นยักษ์สึนามิที่ทำลายพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับทะเล เกิดลมพายุที่รุนแรง ซึ่งเป็นผลให้ชั้นบรรยากาศของโลกทุกชั้นล้มเหลว มีปัญหาของการไหลเวียนอากาศ ระยะเวลาบนโลกก็ยาวนานมากขึ้น จาก 1 วัน มี 24 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนแปลงเป็น 1 วัน เท่ากับ 365 วัน ที่เราจะสามารถพบกับเวลาเช้าและเวลากลางคืนได้ น้ำในจุดของเส้นศูนย์สูตรจะมีแรงเหวี่ยงเกิดขึ้น

ทำให้น้ำกัดเซาะแทรกไปตามแผ่นดิน จนทำให้พื้นแผ่นดินถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งไปทางงขั้วโลกเหนือ อีกส่วนไปขั้วโลกใต้ มีดารคาดคะเนว่าในอนาคตถ้าเป็นเช่นนี้ จะมีการเรียกชื่อทวีปใหม่ที่ไม่เหมือนับปัจจุบัน คือ ทวีปเหนือ ทวีปใต้ สภาพอากาศก็มีการเปลี่ยนแปลง โลกจะเหลือแค่ 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน กับ ฤดูหนาว เท่านั้น ซึ่งแต่ละฤดูมีระยะเวลา 6 เดือนเท่ากัน โลกจะมีความคล้ายกับดาวพุธ ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งร้อน และ ฝั่งหนาว โดยทั้ง 2 ฝั่งนี้จะไม่มีทางสลับกันและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งนี้สนามแม่เหล็กของโลกก็จะหายไปอีกด้วย สนามแม่เหล็กถือได้ว่าสิ่งที่ช่วยปกป้องเรื่องรังสีที่เข้าทำลาย

หากสูญเสียสนามแม่เหล็กไปจะทำให้รังสีและลมสุริยะเข้ามาปะทะโลก ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกได้ เพราะเหตุนี้จึงการคิดว่าถ้าหากว่ามนุษย์เราไม่สามารถอยู่บนพื้นแผ่นดินได้ ทางออกที่จะทำให้มนุษย์รอดคือการอพยพลงไปอาศัยอยู่ใต้ดินเท่านั้น และถ้าหากจะต้องขึ้นบนพื้นแผ่นดินก็จะต้องสวมชุดป้องกันอย่างมิดชิด

เพราะบนพื้นโลกนั้นจะเต็มไปด้วยอากาศที่เป็นพิษ ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดยังเป็นเพียงแค่การสันนิฐานเท่านั้น เพราะเหตุการณ์โลกหยุดหมุนนั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้ความว่าจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอีกหลายพันล้านปีข้างหน้า จนถึงตอนนี้เองมนุษย์เราอาจจะมีการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น เพื่อหาสิ่งที่จะมาช่วยทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดต่อไปได้ถ้าหากว่าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ

 

 

สนับสนุนโดย   holiday palace สมัคร