ความฝัน มีแบบไหนบ้าง

คุณเคยฝันหรือไม่? เชื่อเถอะว่าคงไม่มีใครไม่เคยฝัน คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าความฝันนั้นเกิดขึ้นมาจากอะไร ในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปของ ความฝัน ได้เลย และยังถือว่าเป็นเรื่องที่กำลังถกเถียงอยู่มาตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน ที่ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลที่มาความฝันได้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก จนทำให้ดูเหมือนว่าทฤษฎีได้รับการยอมรับ จนเข้าไปอยู่ในตำราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เลยก็ว่าได้

ซึ่งแนวคิดของทฤษฎีนี้ได้บอกไว้ประมาณว่า ความฝัน คือ จิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกที่ว่านี้หมายความคิดที่ถูกฝังลึกไว้ในความคิดของเราอีกที เป็นเรื่องที่เราอาจจะเคยคิดแต่คิดว่าไม่สำคัญ เลยสลัดมันทิ้งไปแต่จริงแล้วมันสำคัญจนมันถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก ทำให้บางครั้งเราแปลกใจเมื่อตื่นนอนจากความฝันว่า ฝันแปลก อย่างเช่น คุณไปเดินในสถานที่ที่ใดที่หนึ่ง คุณเจอผู้คนมากมาย และคุณไม่ได้สนใจคนเหล่านั้น แต่เมื่อคุณกลับมานอนและหลับ เหมือนกับว่าคุณฝันเห็นคนแปลกหน้าเหล่านั้นในความฝัน ซึ่งสิ่งน้ำลังอธิบายว่า คุณไม่ได้สนใจผู้คนเหล่านั้นในโลกความเป็นจริง

แต่ในความเป็นจริงแล้วสมองของคุณกำลังจดจำคนเหล่านั้นแล้วให้เป็นจิตใต้ของคุณ แต่สำหรับบางคนนั้นไม่เป็นแบบนั้น ในบางคนก็ฝันต่อจากความคิดในชีวิตจริง ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้แหละที่นักวิทยาศาสตร์กำลังถกเถียงกันอยู่ และได้ทำการแบ่งความฝันออกเป็น 3 รูปแบบดังนี้

  • ฝันแบบรู้ตัว คนที่ฝันแบบนี้แม้ว่าจะนอนหลับ ก็กำลังรู้สึกตัวว่าสิ่งที่อยู่ในความคิดตอนนี้คือ ความฝัน จึงไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมาก บางคนก็เพียงแค่ทำการดูสถานการณ์ในความฝันต่อไป ซึ่งในกลุ่มคนที่ฝันแบบรู้ตัวนี้จะสามารถควบคุมทิศทางของความฝันได้ ก็เปรียบเสมือนกับที่เราสามารถควบคุมความคิดในยามตื่นได้นั้นแหละ
  • ฝันซ้ำ การฝันซ้ำนั้นอธิบายได้ 2 แบบ คือ การฝันซ้ำจากความฝันในคืนก่อนที่หลับ นั้นหมายถึงว่าคุณยึดติดกับความฝันชุดเดิม จนทำให้เก็บเอาไปฝันซ้ำในทุกคืนๆ และอีกในความหมายของการฝันซ้ำคือ คุณฝันซ้ำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของคุณ จนนำเอาไปเป็นชุดความฝันได้เลย จึงกลายเป็นการฝันซ้ำที่ซ้ำกับเหตุการณ์ที่คุณได้ผ่านมาแล้ว
  • ฝันร้าย การฝันร้ายมีความเชื่อว่าเป็นลางไม่ดี แต่ถ้าหากให้พูดถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้วละก็ การฝันร้ายนั้นเกิดมาจากความคิดและความรู้สึกของตัวคุณเอง คุณอาจจะไม่ได้เจอเรื่องร้ายๆมา แต่ความรู้สึกเครียด วิตกกังวล สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นชุดความคิดของคุณ หากเปรียบเทียบกับตอนที่คุณตื่น การรู้สึกเหล่านี้จะทำให้คุณมีความคิดด้านลบมากกว่าด้านบวก เช่นกับความฝัน ถ้าหากคุณมีความรู้สึกเหล่านี้ก็จะส่งผลให้ความฝันคุณนั้นเป็นไปในทางด้านลบ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า ฝันร้าย นั้นเอง

 

ขอขอบคุณ  ae sexy  ที่ให้การสนับสนุน

ถ้าโลกหยุดหมุน มนุษย์ต้องลงไปอาศัยใต้ดิน

โดยปกติแล้วโลกของเราจะหมุนโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ และหมุนรอบตัวเองด้วย เคยสงสัยกันไหมว่าถ้าโลกหยุดหมุนแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วมนุษย์จะสามารถอยู่รอดจากเหตุการณ์นี้ได้หรือไม่ การที่โลกหยุดหมุนนั้นในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถให้คำตอบในความเป็นไปได้ว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นจริงก็ได้มีข้อสันนิฐานออกมาแล้วว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลกบ้าง การหมุนตัวของโลกนั้นหลักๆแล้วมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องของเวลาอย่างแน่นอน และปรากฏการณ์ที่จะเกิดจากข้อสันนิฐานต่างๆอย่าง การลอยตัว ทุกอย่างบนโลกรวมถึงสิ่งมีชีวิตก็ลอยขึ้นสู่อากาศ

เกิดแรงเหวี่ยงอย่างรวดเร็วทำให้ทุกสิ่งถูกเหวี่ยงอยู่ท่ามกลาวอากาศ ก่อให้เกิดพายุที่มีความรุนแรงมาก พลังงานบนโลกหยุดทำงาน ส่งผลให้ระดับน้ำในทะเลและในมหาสมุทรก่อตัวขึ้นสูงจนกลายเป็นคลื่นยักษ์สึนามิที่ทำลายพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับทะเล เกิดลมพายุที่รุนแรง ซึ่งเป็นผลให้ชั้นบรรยากาศของโลกทุกชั้นล้มเหลว มีปัญหาของการไหลเวียนอากาศ ระยะเวลาบนโลกก็ยาวนานมากขึ้น จาก 1 วัน มี 24 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนแปลงเป็น 1 วัน เท่ากับ 365 วัน ที่เราจะสามารถพบกับเวลาเช้าและเวลากลางคืนได้ น้ำในจุดของเส้นศูนย์สูตรจะมีแรงเหวี่ยงเกิดขึ้น

ทำให้น้ำกัดเซาะแทรกไปตามแผ่นดิน จนทำให้พื้นแผ่นดินถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งไปทางงขั้วโลกเหนือ อีกส่วนไปขั้วโลกใต้ มีดารคาดคะเนว่าในอนาคตถ้าเป็นเช่นนี้ จะมีการเรียกชื่อทวีปใหม่ที่ไม่เหมือนับปัจจุบัน คือ ทวีปเหนือ ทวีปใต้ สภาพอากาศก็มีการเปลี่ยนแปลง โลกจะเหลือแค่ 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน กับ ฤดูหนาว เท่านั้น ซึ่งแต่ละฤดูมีระยะเวลา 6 เดือนเท่ากัน โลกจะมีความคล้ายกับดาวพุธ ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งร้อน และ ฝั่งหนาว โดยทั้ง 2 ฝั่งนี้จะไม่มีทางสลับกันและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งนี้สนามแม่เหล็กของโลกก็จะหายไปอีกด้วย สนามแม่เหล็กถือได้ว่าสิ่งที่ช่วยปกป้องเรื่องรังสีที่เข้าทำลาย

หากสูญเสียสนามแม่เหล็กไปจะทำให้รังสีและลมสุริยะเข้ามาปะทะโลก ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกได้ เพราะเหตุนี้จึงการคิดว่าถ้าหากว่ามนุษย์เราไม่สามารถอยู่บนพื้นแผ่นดินได้ ทางออกที่จะทำให้มนุษย์รอดคือการอพยพลงไปอาศัยอยู่ใต้ดินเท่านั้น และถ้าหากจะต้องขึ้นบนพื้นแผ่นดินก็จะต้องสวมชุดป้องกันอย่างมิดชิด

เพราะบนพื้นโลกนั้นจะเต็มไปด้วยอากาศที่เป็นพิษ ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดยังเป็นเพียงแค่การสันนิฐานเท่านั้น เพราะเหตุการณ์โลกหยุดหมุนนั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้ความว่าจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอีกหลายพันล้านปีข้างหน้า จนถึงตอนนี้เองมนุษย์เราอาจจะมีการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น เพื่อหาสิ่งที่จะมาช่วยทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดต่อไปได้ถ้าหากว่าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ

 

 

สนับสนุนโดย   holiday palace สมัคร

ถ้าโลกไม่มีน้ำจะเป็นอย่างไร

น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของโลกและมนุษย์เลยก็ว่าได้ หากกางแผนที่โลกออกมา หรือ ตำราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ก็จะเห็นได้ชัดว่าน้ำนั้นมีพื้นที่มากกว่า 70% ของโลก ในขณะที่อีก 30% เป็นพื้นแผ่นดินและน้ำแข็ง เคยลองคิดเล่นๆหรือไม่ว่าถ้าโลกเราไม่มีน้ำเลยจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่เพียงน้ำที่ใช้ดื่มหรือใช้ในประโยชน์ต่างๆ แต่รวมไปถึงรวมถึงน้ำในทะเล น้ำในมหาสมุทร

ถ้าหากว่าโลกใบนี้ไร้น้ำเลยจะเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องแรกได้มีการถกเถียงกันในเรื่องของลักษณะภายนอกของโลก เดิมที่โลกเราจะมีลักษณะที่กลม แต่ไม่ได้กลมแบบสมบูรณ์ การถกเถียงครั้งนี้ได้พูดถึงว่าถ้าหากน้ำหายออกไปจากโลก จะทำให้โลกเสียรูปทรง เพราะจะมีพื้นผิวที่ยุบลงไป เปรียบเสมือนเปลือกส้มที่เป็นรอยขรุขระ

แต่หากเป็นเช่นนั้นก็ได้มีแนวคิดที่ว่าอย่างไรแล้ว โลกก็จะมีลักษณะทรงกลมเหมือนเดิมในรูปร่างภายนอก เพียงแค่มีส่วนที่ยุบลงไป ซึ่งในปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ยังคงถกเถียงกันอยู่หาย แต่ก็ได้มีผู้ที่ทำแผนที่โลกแบบจำลองขึ้นมาโดยให้โลกไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย แผนที่จำลองนี้ทำให้มีการอธิบายว่า แท้จริงแล้วพื้นของน้ำบนโลกไม่อยู่ลึกจากพื้นแผ่นดินเลยแต่อย่างนั้น ที่เรามองว่ามันลึกนั้นเป็นมนุษย์นั้นมีขนาดที่ตัวเล็ก แต่ถ้าหากมองตามแผนที่แล้วระยะทางระหว่างพื้นแผ่นดินกับพื้นใต้น้ำนั้นไม่ได้มีความห่างกันมาก

ซึ่งพื้นใต้น้ำจะมีลักษณะที่ขรุขระกว่าพื้นแผ่นดิน ที่เกิดจากความทับถมของดิน และการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติต่างๆ โดยรวมแล้วถ้าจะถามว่า โลกนั้นจะเสียรูปทรงกลมหรือไม่ ถ้าตามแผนที่จำลองนี้ก็คงจะต้องตอบว่าไม่ อย่างไรแล้วโลกก็จะเป็นทรงกลมดั่งเดิม เปรียบเทียบได้จากการที่นำผลส้มมาแกะเปลือกออกจุดใดจุดหนึ่ง ในทางกายภาพแล้วผลส้มก็จะยังมีลักษณะกลมเช่นเดิม และอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ว่าถ้าโลกเราไม่มีน้ำจะเป็นอย่างไร ต้องยอมรับเลย น้ำ ทำให้มนุษย์นั้นสามารถดำรงมีชีวิตอยู่

ไม่ใช่แค่เพียงอาหาร ถึงอย่างนั้นการผลิตอาการเองก็ยังต้องพึ่งน้ำด้วยเช่นกัน อย่างที่เราเห็นกันว่าในงานเกษตรการปลุกพืชผัก ก็ยังต้องอาศัยน้ำในการเพาะเลี้ยง ในส่วนของร่างกายของมนุษย์จะไม่สามารถขาดน้ำได้ เพราะน้ำจะช่วยรักษาสมดุลให้กับร่างกาย และยังถูกดึงนำไปใช้ให้ระบบการทำงานในร่างกายคงที่ หากขาดน้ำเราจะเสียชีวิต และสูญพันธุ์ในอนาคตได้ ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่ดำรงอยู่บนโลกนี้อีกด้วยที่จะสูญพันธุ์

 

 

สนับสนุนโดย  Aesexy

ดวงจันทร์เกิดขึ้นจากอะไร และมาที่โลกได้อย่างไร

ทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์ ก็คือข้อสันนิฐานที่ยังคงเป็นแนวความคิด ข้อเท็จจริง หรือที่ในตำราเรียนเรียกว่า การตั้งสมมติฐาน เท่านั้น หลายๆคนได้มีการเข้าผิดว่า ทฤษฎี นั้นเป็นความจริง เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆที่เราทราบกันนั้น ก็ยังคงเป็นปริศนาและมีการขัดแย้งกันอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น เวลา

เรื่องของเวลาได้ถูกกล่าวถึงอยู่ 2 ทฤษฎีจากวิทยาศาสตร์ชื่อดังคือ ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเซอร์ ไอแซค นิวตัน ที่อธิบายว่า เวลาเป็นสิ่งคงที่ ไม่สามารถบิดเบือนได้ ไม่ได้สามารถไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ แต่ในทฤษฎีอควอนตัมของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้อธิบายว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ สามารถที่จะไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ เป็นต้น จากตัวอย่างนี้ทำให้เห็นแล้วว่ายังไม่มีหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ เช่นเดียวกันกับเรื่องที่จะยกมานำเสนอในบทความนี้ นั้นก็คือ ดวงจันทร์ เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าดวงจันทร์เกิดจากอะไร? มาจากไหน?

และมาอยู่ใกล้โลกได้อย่างไร? ได้มีข้อสันนิฐานแรกเกิดขึ้นและอธิบายไว้ว่า ดวงจันทร์นั้นเกิดจากกลุ่มดาวดวงเล็กในอวกาศรวมกัน เมื่อเวลาผ่านไปนานมากขึ้น ทำให้ดวงดาวเหล่านั้นรวมตัวจนใหญ่และกลายเป็นดวงจันทร์ โดยแนวคิดเป็นการสันนิฐานในแบบที่ยังไม่ได้มีการสำรวจใดเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถตอบคำตอบเรื่องที่ว่าทำไมดวงจันทร์ถึงมาอยู่ใกล้โลกได้ ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้มีอีกหนึ่งข้อสันนิฐานว่า เดิมนี้นั้นโลกเราไม่อะไรเลย มีแต่ดินหินแห้งๆ จนดาวพุธได้เข้ามาพุ่งชน

จนทำให้ชิ้นส่วนจากโลกนั้นกระเด็นออกมาอยู่ระยะใกล้ จึงกลายเป็นดวงจันทร์ เพราะเชื่อว่าในส่วนประกอบของดวงจันทร์ก็คล้ายกับโลก จึงมีแรงดึงดูดไว้ด้วยกัน ทำให้ดวงจันทร์โคจรและติดตามโลกไปทุกการเคลื่อนที่ ซึ่งในเวลาต่อมาเองนักวิทยาศาสตร์มีก็แนวโน้มที่เชื่อเรื่องชิ้นส่วนของโลกหลุดออกมาจากดวงจันทร์ เพราะได้มีการตรวจสอบและพบว่าส่วนประกอบทางเคมีของดวงจันทร์และโลกนั้นมีความเหมือนกัน แต่แล้วทฤษฎีนี้ก็ได้ถูปฏิเสธลงไป เพราะมีข้อขัดแย้งขึ้นมาว่า โลกไม่มีวัตถุมากพอที่จะทำแบบนั้นแบบนั้น ซึ่งหลายคนก็มีความคิดเช่นนั้น

เพราะถ้าหากเป็นอย่างนั้นเราอาจจะเห็นโลกไม่เป็นทรงกลมแน่ ถือว่าเรื่องของดวงจันทร์ก็เป็นอีกปริศนาที่รอวันคลีคลาย ปัจจุบันเองนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้หยุดทำการค้นหาคำตอบ ยังคงแก้ไขปริศนามาโดยตลอด ทุกวันนี้เองวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับเทคโนโลยีบนโลกเราก็มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น และในอนาคตเองก็จะคงจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานเราเองก็คงจะได้รู้คำตอบของปริศนาของวิทยาศาสตร์ทั้งหมดได้อย่างแน่นอน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ดูบอล

รู้หรือไม่ อะไรไม่มีเงา

          วิทยาศาสตร์เป็นที่สิ่งที่น่าทึ่ง น่าค้นหา  เราจะเห็นได้ว่าในชีวิตประจำวันของเรานั้นจะสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์อยู่เสมอใน สมัยเด็กๆเราทุกคนจะเคยเรียนเรื่องแสงและเงา หลายๆคนอาจจำกันไม่ได้แล้วก็ได้ ว่าแสงและเงาคืออะไร วันนี้จึงลองมาจำกัดคำนิยามของแสงและเงาให้ได้รู้กันอีกครั้ง 

          แสงนั้นคือสิ่งที่เรามองเห็นโดยอาจเกิดขึ้นจากธรรมชาติก็ได้เช่น แสงของดวงอาทิตย์ แสงของดวงจันทร์หรือดวงดาว กับอีกอย่างคือ เกิดจากที่มนุษย์สร้างขึ้น นั่นคือ แสงจากหลอดไฟ  จากไฟฉาย หรือแสงจากเทียน  เมื่อเราเห็นแสงเราก็จะเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดมากขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นแสงเราก็จะเห็นเงาตามมาด้วย เพราะแสงเป็นตัวทำให้เกิดเงา

และแสงจะมีทิศทางตรงกันข้ามกับเงาเสมอ เมื่อแสงคือสิ่งที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งของต่างๆ เงาก็คือส่วนที่แสงส่องไปไม่ถึง เพราะเงาจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับแสงเสมออย่างที่เคยบอก โดยปกติเมื่อเราเห็นแสงก็มักจะเห็นเงาด้วย แต่ว่าคุณรู้หรือไม่ มีสิ่งหนึ่งที่เมื่อเรามองเห็นแสงแล้วแต่เราก็ไม่เห็นเงาของมัน ดังนั้น วันนี้จะเรามาทดลองวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานกันอีกครั้งเผื่อว่าอาจจะมีใครยังไม่ทราบเรื่องนี้กันค่ะ

          การทดลองไม้ขีดไฟ ไม่มีเงา อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ไม้ขีดไฟ กับไฟฉายเท่านั้น  เมื่อมีอุปกรณ์ครบแล้ว เรียกลูกๆหลานๆมาดูการทดลองอันแสนน่าทึ่งนี้กันได้เลยค่ะ 

         สำหรับการทดลองให้เราจุดไม้ขีดไฟ แล้วถือเอาไว้โดยให้ห่างจากผนังสักประมาณ 10-15 เซนติเมตรค่ะ เสร็จแล้วให้เราเอาไฟฉายส่องไปที่ไม้ขีดไฟที่เราถืออยู่ คุณจะเห็นได้ว่าในเงาตรงผนังนั้น จะมีเงามือของคุณถือไม้ขีดอยู่แต่คุณจะไม่เห็นเงาของแสงไฟ  มาถึงตรงนี้ไม่ต้องงงหรือตกใจค่ะ ไม่ใช่เรื่องเร้นลับหรือเรื่องเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด  เหตุการณ์นี้อธิบายได้ว่า ที่เราไม่เห็นเงาของแสงไฟจากไม้ขีดนั้น เพราะไฟไม่มีเงาค่ะ  เหตุเพราะไฟไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้จึงทำให้แสงเดินผ่านได้ เช่นเดียวกับน้ำ แสงก็เดินผ่านน้ำได้เช่นกันคะ

         จากการทดลองง่ายๆนี้สามารถทำให้เราอธิบายเรื่องของแสงและเงาให้บุตรหลานของเราได้ชัดเจนมากขึ้น เป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้และเพลิดเพลิน เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้บุตรหลานของเราสนใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น เพราะจริงๆแล้ววิทยาศาสตร์ ไม่ได้อยู่แต่กับในตำราเรียนหรือในห้องเรียนเท่านั้น หากแต่รอบๆตัวเราก็มีวิยาศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้มากมายเหมือนกัน 

 

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

เคยทดลองเล่น ..เบ็ดตกน้ำแข็งกันบ้างไหม ?

                    

          วิทยาศาสตร์คือการเรียนรู้ เราสามารถนำสิ่งที่มีอยู่รอบตัวเรามาทดลองเพื่อให้ทราบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มีการทดลองมากมายที่เด็กๆสามารถนำมาทดลองทำเล่นๆ และสามารถไขความลับได้ด้วยตนเองว่าเหตุใดจึงเกิดผลลัพธ์อย่างที่เห็นเมื่อมีความสงสัยเราจึงควรทำการทดลองให้เกิดความกระจ่าง การทดลองทางวิทยาศาสตร์นอกจากจะช่วยให้เราเกิดความรู้แล้ว ยังส่งผลมีความสนุกสนานเพลิดเพลินด้วย สำหรับการทดลองต่อไปนี้เป็นการทดลองง่ายๆ ที่เด็กๆสามารถทำเองได้โดยไม่เกิดอันตรายใด 

           การทดลอง Ice Fishing   สำหรับการทดลองนี้เป็นการทดลองทำเบ็ดเพื่อตกน้ำแข็ง เหมือนเราทำเบ็ดตกปลาแต่เพียงแค่เปลี่ยนจากปลาเป็นน้ำแข็งเท่านั้น และที่สำคัญเบ็ดของเราไม่ต้องมีตะขอเอาไว้เกี่ยวก็สามารถตกน้ำแข็งขึ้นมาได้ เรามาลองดูวิธีการทดลองกันเลย ก่อนอื่น ต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับที่จะทดลองก่อน นั้นก็คือ  อ่างน้ำใหญ่พอประมาณเอาไว้สำหรับใส่น้ำ  1 ใบ  ก้อนน้ำแข็งหลายๆก้อน   เกลือป่น   และเชือก เพียงแค่มีอุปกรณ์  4 อย่างนี้เราก็สามารถทำการทดลองเบ็ดตกน้ำแข็งกันได้แล้ว เมื่ออุปกรณ์พร้อมแล้วเราก็มาเริ่มกันเลย

           การทดลองเริ่มจากนำน้ำเปล่าไปใส่ในอ่างน้ำที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นให้นำน้ำแข็งใส่ลงไปในน้ำที่อยู่ในอ่างที่เตรียมเอาไว้  เอาเชือกที่เตรียมไว้มาวางพาดบนก้อนน้ำแข็ง เสร็จแล้วนำเกลือป่นที่เตรียมไว้เทไปบนเชือกที่อยู่บนก้อนน้ำแข็ง ทิ้งไว้สักพักประมาณ 5-10 นาที  หลังจากนั้นให้ลองดึงเชื่อทั้งสองด้านขึ้นมา  แล้วคุณจะพบกับสิ่งที่น่าทึ่งที่สุด เพราะคุณจะเห็นว่า น้ำแข็งจะติดเชือกขึ้นชนมาด้วย 

          ที่นี้คุณอยากจะรู้ไหมล่ะว่า มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เป็นการเล่นมายากลหรือเปล่า หรือมีสิ่งเร้นลับคอยช่วยหรือไม่  สำหรับคำตอบคือไม่ใช่ทั้งสองอย่าง สิ่งที่เราทำกันนี้คือการทดลองทางวิทยาศาสตร์และที่สงสัยว่าทำไมก้อนน้ำแข็งถึงติดกับเชือกได้นั้นก็อธิบายสาเหตุการเกิดได้ง่ายๆคือ  เพราะตอนเราทำการทดลองเราใส่เกลือลงไป ซึ่งเกลือมีคุณสมบัติในการลดอุณหภูมิของน้ำที่แข็งตัวอยู่ให้ละลาย และเมื่อเราทิ้งไว้สักพักมันก็จะหลอมตัวใหม่ ทำให้น้ำแข็งยึดติดกับเชือกได้นั่นเอง

           เห็นไหมคะว่า สิ่งของไม่กี่อย่างที่เราหาได้ภายในบ้านของเราเอง  ก็สามารถนำมาเป็นอุปกรณ์สำหรับสอนให้ลูกหลานของเราเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ได้แล้ว  ทุกๆอย่างที่อยู่รอบตัวเรามีเหตุผลและผลที่สามารถอธิบายได้ทั้งสิ้นว่าเหตุใดจึงเกิดปรากฎการณ์เช่นนั้น ทุกคำตอบที่คุณอยากรู้วิทยาศาสตร์ช่วยไขคำตอบให้คุณได้ค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

มนุษย์เอ็นดูสายตาที่ออดอ้อน

การตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆรอบตัวของร่างกายมนุษย์นั่นถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ปกติทั่วไป แต่ในความปกตินั้นก็ยังมีความน่าสนใจอยู่ด้วยกับปฏิกิริยาที่แสดงออกมาเพื่อตอบสนองต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว โดยที่ทุกคนอาจจะไม่ทันได้สังเกตตัวกันว่าปฏิกิริยาต่างๆที่ตัวเองแสดงออกมาในการตอบสนองสิ่งเร้าแต่ละสถานการณ์นั้นออกมาเป็นอย่างไร

ดังนั้นเราจึงอยากจะยกตัวอย่างหนึ่งในปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างเรื่องของการที่มนุษย์นั้นได้เกิดอาการเอ็นดูต่อสายตาที่มีความออดอ้อน

      เคยลองสังเกตตัวเองดูหรือไม่ว่าในบางเหตุการณ์นั้นเราก็มีการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมบางอย่างออกมาโดยที่เราเองก็ไม่ได้รู้สึกตัวในขณะเวลานั้นๆเลยด้วยซ้ำ ซึ่งหนึ่งในพฤติกรรมที่เราหลายๆคนมักจะไม่ทันได้สังเกตตัวเองกันนั่นก็คืออาการที่แสดงออกมาตอนที่ได้เห็นสายตาที่ออดอ้อนน่าเอ็นดูนั่นเอง โดยพฤติกรรมเช่นนี้นั้นจากการวิจัยพบว่าเป็นเรื่องที่ปกติ และน่ายินดีมากๆ

เพราะในตอนที่เราแสดงออกซึ่งพฤติกรรมนี้นั้นถือเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นเพราะในช่วงเวลานั้นจะเป็นตอนที่เราเองรู้สึกได้ถึงความสบายใจและปลอดโปร่งในช่วงขณะเวลาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งผลดีไปยังระบบสมองของเราให้ได้หลั่งสารแห่งความสุขออกมาได้นั่นเอง โดยการที่คนเราจะแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมาได้นั้น ก็มักจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่เป็นดังเครื่องที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดเสียก่อน

ซึ่งหลักๆแล้วมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรานั้นได้เข้าไปมีบทบาทและใช้เวลาร่วมกับสิ่งมีชีวิตรอบๆตัวนั่นก็อาจจะเป็นการที่ได้อยู่ด้วยกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ หรืออาจจะเป็นมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงก็ได้เช่นกัน แต่ที่แน่นอนอย่างหนึ่งเลยก็คือในทุกๆครั้งที่เราได้เห็นสายตาที่ออดอ้อนนั้นก็มักจะมีความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไประหว่างมนุษย์กับมนุษย์ก็อาจจะเป็นความรู้สึกอีกแบบที่ส่งผลไปยังสมองให้เกิดการคิดวิเคราะห์แล้วส่งผลให้มีการแสดงออกมาทางพฤติกรรมผ่านเป็นการแสดงออกทางสีหน้า ทางร่างกาย หรือคำพูดได้นั่นเอง

แต่ในส่วนที่เป็นความเอ็นดูระหว่างมนุษย์อย่างเราๆกับสัตว์เลี้ยงก็จะมีพฤติกรรมการแสดงออกในอีกแบบที่แตกต่างกันออกไปซึ่งก็อาจจะไม่ได้มีความแปลกไปจากกันมากเท่าไรนัก แต่ทั้งนี้การที่เกิดปฏิกิริยาแบบนี้ขึ้นนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยส่งผลดีต่อตัวเราเองทั้งในแง่ของความรู้สึก และสุขภาพ ซึ่งแน่นอนว่าที่เป็นผลดีมากที่สุดต่อร่างกายเลยก็คือการที่มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ด้วยนั่นเอง

       อย่างไรก็ตามการที่เราได้มีการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ดีออกมานั้น ก็ตรงกับผลการวิจัยในทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการหลั่งสารในร่างกายออกมาซึ่งจะช่วยส่งผลดีไปถึงการผลิตฮอร์โมนที่จะมีการนำไปใช้ประโยชน์ต่อในร่างกายมนุษย์อย่างเราๆต่อไปได้ด้วยนั่นเอง และจากการวิจัยนี้ก็ได้มีผลออกมาว่ามันสามารถช่วยให้เรามีความรู้สึกผ่อนคลายได้ดีอีกด้วย และทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลดีๆที่ทางเราอยากจะมานำเสนอให้ทุกๆคนได้ทำความรู้จัก และสามารถที่จะนำไปลองสังเกตดูตัวเองได้ด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

สิ่งมีชีวิตข้างนอกโลก

เพราะจักรวาลของเรานั้นมีระยะทางที่ถูกเรียกว่าเป็นอนันต์ ซึ่งมีความหมายว่าเราอาจทราบได้เลยว่าตรงไหนคือจุดสิ้นของจักรวาลที่เรากำลังอาศัยอยู่ ถึงว่ามนุษย์เราจะมีการวิวัฒนาการเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถออกไปสำรวจได้ทั่วจักรวาลแห่งนี้ได้ การค้นพบรูหนอนที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่า เราเราเดินทางผ่านรูหนอนนั้นออกไปแล้วจะต้องเจอกับอะไร

หลายคนก็สันนิษฐานว่า นั้นคือทางออกของจักรวาลแห่งนี้ อีกฝั่งของรูหนอนคือจักรวาลใหม่ แต่เพราะว่ารูหนอนนั้นมีขนาดที่เล็กมาก และยังไม่มีใครเดินทางไปหารูหนอนนั้นได้เลย จึงมีเพียงแค่แนวคิดต่างๆนานาเท่านั้น แต่สิ่งใดแล้วเพราะการที่จักรวาลถูกพูดขึ้นมาตามแนวคิดที่ว่า จักรวาลแห่งนี้นั้นกว้างใหญ่ไพศาล จะมีแค่โลกเราเพียงใบเดียวจริงๆหรือที่มีสิ่งมีชีวิตดำรงอาศัยอยู่ เชื่อว่าหลายคนต่างก็สงสัย เพราะก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ บางคนนั้นเชื่อเพราะว่าเคยเห็นด้วยตัวเอง หรือที่เรามักเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า มนุษย์ต่างดาว

อันที่จริงแล้วสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีรูปลักษณะอย่างไรนั้นก็ไม่แน่ชัด แต่แน่นอนว่าภาพในจินตนาการที่ถูกเล่าขานกันมาคือ รูปร่าลักษณะคล้ายมนุษย์โลกอย่างพวกเราคือ มีขา มีแขน มีหัวที่มีลักษณะทั้งตา หู จมูก ปาก เหมือนกัน แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือร่างกายที่ผอมบางเรียวสูงผิดออกไป พวกคนเหล่านี้เดินทางมายังโลกพร้อมยานบินที่ดูทันสมัยและล้ำกว่าเครื่องบินหรือบานบินอวกาศของมนุษย์เราเสียอีก

มนุษย์อย่างเราบางกลุ่มก็ปักใจเชื่อว่ามนุษย์ที่เดินทางจากโลกต่างดาวนั้นมีอยู่จริง ตามแนวคิดที่เคยได้กล่าวไปแล้ว จักรวาลแห่งนี้มีระยะทางเป็นอนันต์ เพราะทฤษฎีบิ๊กแบงจึงทำให้เกิดโลกขึ้น แล้วไม่คิดเลยหรือว่า ก็อาจจะทำให้โลกอื่นๆถูกสร้างขึ้นมาได้ด้วยเช่นกัน แต่เพราะการเกิดบิ๊กแบงทำให้ชิ้นส่วนต่างระเบิดออกไปไกลกันอย่างมหาศาล

แล้วถ้าหากกลุ่มมนุษย์ต่างดาวเดินทางมาหาเราได้ ทำไมมนุษย์โลกอย่างเราจึงไม่สามารถเดินทางไปยังโลกอื่นได้เช่นกันล่ะ นั้นเป็นเพราะเราไม่สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่จะเดินทางได้ไวเท่าแสงได้ ขนาดอะพอลโล่ที่ใช้เดินทางไปสำรวจดวงจันทร์นั้นขึ้นชื่อว่าเร็วที่สุดในโลกแล้ว ยังต้องการความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเพื่อจะได้เทียบเท่ากับความไวแสง

นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่ามนุษย์จากดาวโลกดวงอื่นๆนั้นมีการวิวัฒนาการและความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีมากกว่าดาวโลกอย่างเรา หรือพวกเขานั้นมีทฤษฎีและการคำนวณที่แต่ต่างจากของเรากันแน่ที่ทำให้เขาก้าวหน้าไปมากกว่าเรา แล้วคุณเชื่อหรือไม่ว่าพวกเขามีอยู่จริง

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100

ยุคน้ำแข็งหลังจากการดับศูนย์ของดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่คนเรานั้นเกิดมาก็เห็นกันอยู่แล้ว และเป็นจุดศูนย์กลางของระบบสุริยะจักรวาลที่แรงดึงดูมหาหาศาลเลยทีเดียว เพราะมีดาวต่างๆรวมถึงดาวโลกของเราด้วยนั้น หมุนโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ ซึ่งถ้าหากไม่มีแรงดึงดูดจากอาทิตย์ โลกของเราจะเดินทางเป็นเส้นตรง เดินทางไปเรื่อยๆภายในจักรวาลแห่งนี้ แน่นอนว่ามันจะส่งผลกระทบต่อโลกอยู่แล้ว

ถ้าหากว่าโลกเราไม่มีดวงอาทิตย์สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อโลกเรานั้นมีอยู่มากมายเลยก็ว่าได้ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึง ยุคน้ำแข็ง ที่เกิดขึ้นภายในโลกในวันที่ดวงอาทิตย์ดับสนิท ก่อนอื่นต้องขอบอกเลยว่าเมื่อไม่นานมานี้องค์กรNASA ได้มีการแจ้งว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงยุคน้ำแข็งน้อย นั้นมีสาเหตุมาจากดวงอาทิตย์หลับ แต่ไม่ได้แปลว่าดับลงไปสนิท แต่หมายถึงการที่ดวงอาทิตย์จะให้พลังงานความร้อนที่น้อยลง แต่ยังคงมีความร้อนอยู่บ้าง อย่างไรนั้นเราที่ปกติแล้วจะสามารถลืมตามองดวงอาทิตย์ได้ด้วยตาเปล่า ก็จะสามารถจ้องมองดวงอาทิตย์ได้ด้วยตาเปล่าเลยทีเดียว

เพราะเหตุนี้แหละจึงทำให้เข้าสู่ภาวะของยุคน้ำแข็งน้อย ที่อุณหภูมิภายในโลกก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้มีสภาพอากาศที่เย็นและหนาวขึ้น ฟังแล้วดูเป็นเรื่องที่น่าดีใจนะที่โลกเราหายร้อน แต่ก็อย่าลืมว่าสภาวะโลกร้อนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาจากดวงอาทิตย์อย่างเดียว แต่มันเกิดขึ้นจากการระทำของมนุษย์อีกด้วย

ถ้าหากมองว่ามันดีในเรื่องของสภาพอากาศ อย่างจะบอกว่าในบางพื้นที่อาจจะหนาว -19 องศาเซลเซียสเลยก็เป็นไปได้ และจะผลกระทบที่ทางธรรมชาติตามมาก็อย่างเช่น ไฟไหม้ป่า แผ่นดินไหว ระดับน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น และทางองค์กรNASAเอง ยังได้บอกอีกว่ายุคน้ำแข็งน้อยจะกินระยะเวลานานมากกว่า 30 ปี โดยประมาณตั้งแต่ปีค.ศ.2020-2053 แต่เราจะเคยคิดกันหรือไม่ว่าถ้าหากดวงอาทิตย์ดับถาวรจะเป็นอย่างไร แน่นอนมันจะเกิดยุคน้ำแข็งขึ้นอีกครั้ง แต่มันเป็นแบบเต็มรูปแบบอย่างแน่นอน อุณหภูมิภายในโลกจะค่อยลดลงไปเรื่อยๆในช่วงสัปดาห์แรกจะลดเหลือ -123 องศาเซลเซียส

ภายใน 4 เดือนจะลดเหลือ -198 องศาเซลเซียส ชั้นบรรยากาศของโลกจะล้มเหลว จนในที่สุดโลกเราจะมีอุณหภูมิที่ลดลงมากว่า -200 องศาเซลเซียส และในระยะเวลา 1000 ปีหลังจากดวงอาทิตย์ได้ดับลงไป น้ำในมหาสมุทรจะลายเป็นน้ำแข็งไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ดวงอาทิตย์ดับนั้นก็มีทางเป็นไปได้ แต่อาจจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเป็นปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับที่ทำให้เกิดยุคน้ำแข็งน้อยเกิดขึ้นนั้นเป็นไปได้อย่างแน่นอน เพราะเมื่อหลาย 10 ปีก่อนนั้นก็เคยเกิดมาแล้ว

 

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ

โรคภูมิแพ้ที่แพร่มากขึ้น

ในปัจจุบันเราทุกคนสามารถที่จะสังเกตได้ว่าสภาพแวดล้อมต่างๆในโลกตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากๆ ทั้งสภาพอากาศและธรรมชาติต่างๆที่อยู่รอบตัวเราในตอนนี้ก็ดูจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และจากสถานการณ์เช่นนี้เองที่เป็นเสมือนตัวแปรที่ทำให้มนุษย์เราแต่ละคนเองก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสภาพร่างกาย ภูมิคุ้มกันต่างๆที่ไม่เหมือนเดิมการปรับตัวของร่างกายเองก็อาจจะทำได้ไม่ดีหรือยังไม่สามารถที่จะปรับตามสภาพแวดล้อมต่างๆได้ทัน ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้ง่ายมากขึ้นด้วย

      อย่างเช่นโรคภูมิแพ้ที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป และเป็นโรคที่ใครหลายๆคนมีโอกาสที่จะเป็นได้ด้วยกันทั้งนั้น โดยมีข้อมูลเปิดเผยออกมาจากทีมแพทย์ที่ทำการวิจัยในประเทศอังกฤษได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าสำหรับเด็กๆที่มีอยู่กันทั่วโลกนั้นมีแนวโน้มที่กำลังเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคภูมิแพ้กันอย่างมากขึ้นในประวัติการณ์ นี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งในขณะเดียวกันในฝั่งของทางทีมนักวิจัยของสถาบันคิงส์คอลเลจ จากมหาวิทยาลัยลอนดอนนั้นก็ได้ออกมาชี้แจงด้วยเช่นกันโดยระบุว่าจากแนวโน้มของเหล่าผู้คนที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น

ในช่วงระยะเวลาเมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง โดนส่วนมากที่ผ่านมานั้นจะพบเห็นได้อย่างมากและชัดเจนเลยในแถบประเทศฝั่งตะวันตก สำหรับโรคภูมิแพ้นี้มีสาเหตุของการเกิดมาจากการที่ร่างกายของคนเราเองนั้นได้มีการเปิดรับเอาสารที่เป็นตัวก่อให้เกิดภูมิแพ้นี้เข้าไปในร่างกายจนเกิดการกระตุ้นที่ทำให้ภายในร่างกายของเรานั้นได้ทำการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาจนในที่สุดแล้วร่างกายก็ได้มีการเกิดปฏิกิริยาที่ไปทำการตอบสนองกับสารที่เข้ามานั้นเป็นจำนวนที่มากเกินจนผิดปกติไป

โดยที่ต่อจากนั้นหากร่างกายเราพอได้รับเอาสารต่างๆนั้นเข้ามาอีกก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันที่ว่านี้ไปทำการกระตุ้นให้ร่างกายส่งอาการที่เกิดเป็นอาการที่ส่งออกมาทางร่างกายในรูปแบบที่ผิดปกติขึ้นนั่นเอง ซึ่งทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเหล่านักวิจัยต่างๆเองก็เชื่อกันอีกว่าสำหรับโรคภูมิแพ้เหล่านี้นั้นยังมีสาเหตุอื่นๆ

ที่อาจจะมาจากปัจจัยในทางด้านของพันธุกรรมด้วย และแน่นอนว่าสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวของเราทุกคนเองซึ่งก็รวมไปถึงวิถีชีวิตที่เราทุกคนดำรงกันในทุกๆวันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างการที่หลายๆคนได้ใช้ชีวิตอยู่กับสภาพแวดล้อมในสังคมที่มักจะรายล้อม และเต็มไปด้วยมลพิษจากสิ่งต่างๆรอบตัวไม่ว่าจะเป็นฝุ่น ควันรถ อากาศ หรือแม้แต่อาหารการกินเองก็ตามที่ในปัจจุบันนี้เองก็ล้วนที่จะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้คนที่เป็นโรคภูมิแพ้แบบนี้นั้นมีอาการที่รุนแรงขึ้นได้เช่นกัน

       อย่างไรก็ตามจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบันนั้นยากต่อการที่จะหลีกเลี่ยงจากมลพิษต่างๆที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคภูมิแพ้ต่างๆเหล่านี้ได้ ทุกๆคนจึงควรที่จะรู้จักหาแนวทางในการป้องกันตัวเองให้ดีในทุกครั้งก่อนที่จะออกจากที่พักอาศัย เพื่อที่จะเดินทางออกไปใช้ชีวิตร่วมกับหลายๆคนคนข้างนอกเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองให้ดีก่อนในเบื้องต้นเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการที่จะเกิดดรคภูมิแพ้จากมลพิษภายนอกเหล่านั้นกับตัวเราได้นั่นเอง

 

ขอบคุณ  ทางเข้า Ufabet มือถือ  ที่ให้การสนับสนุน