ความฝัน มีแบบไหนบ้าง

คุณเคยฝันหรือไม่? เชื่อเถอะว่าคงไม่มีใครไม่เคยฝัน คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าความฝันนั้นเกิดขึ้นมาจากอะไร ในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปของ ความฝัน ได้เลย และยังถือว่าเป็นเรื่องที่กำลังถกเถียงอยู่มาตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน ที่ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลที่มาความฝันได้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก จนทำให้ดูเหมือนว่าทฤษฎีได้รับการยอมรับ จนเข้าไปอยู่ในตำราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เลยก็ว่าได้

ซึ่งแนวคิดของทฤษฎีนี้ได้บอกไว้ประมาณว่า ความฝัน คือ จิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกที่ว่านี้หมายความคิดที่ถูกฝังลึกไว้ในความคิดของเราอีกที เป็นเรื่องที่เราอาจจะเคยคิดแต่คิดว่าไม่สำคัญ เลยสลัดมันทิ้งไปแต่จริงแล้วมันสำคัญจนมันถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก ทำให้บางครั้งเราแปลกใจเมื่อตื่นนอนจากความฝันว่า ฝันแปลก อย่างเช่น คุณไปเดินในสถานที่ที่ใดที่หนึ่ง คุณเจอผู้คนมากมาย และคุณไม่ได้สนใจคนเหล่านั้น แต่เมื่อคุณกลับมานอนและหลับ เหมือนกับว่าคุณฝันเห็นคนแปลกหน้าเหล่านั้นในความฝัน ซึ่งสิ่งน้ำลังอธิบายว่า คุณไม่ได้สนใจผู้คนเหล่านั้นในโลกความเป็นจริง

แต่ในความเป็นจริงแล้วสมองของคุณกำลังจดจำคนเหล่านั้นแล้วให้เป็นจิตใต้ของคุณ แต่สำหรับบางคนนั้นไม่เป็นแบบนั้น ในบางคนก็ฝันต่อจากความคิดในชีวิตจริง ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้แหละที่นักวิทยาศาสตร์กำลังถกเถียงกันอยู่ และได้ทำการแบ่งความฝันออกเป็น 3 รูปแบบดังนี้

  • ฝันแบบรู้ตัว คนที่ฝันแบบนี้แม้ว่าจะนอนหลับ ก็กำลังรู้สึกตัวว่าสิ่งที่อยู่ในความคิดตอนนี้คือ ความฝัน จึงไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมาก บางคนก็เพียงแค่ทำการดูสถานการณ์ในความฝันต่อไป ซึ่งในกลุ่มคนที่ฝันแบบรู้ตัวนี้จะสามารถควบคุมทิศทางของความฝันได้ ก็เปรียบเสมือนกับที่เราสามารถควบคุมความคิดในยามตื่นได้นั้นแหละ
  • ฝันซ้ำ การฝันซ้ำนั้นอธิบายได้ 2 แบบ คือ การฝันซ้ำจากความฝันในคืนก่อนที่หลับ นั้นหมายถึงว่าคุณยึดติดกับความฝันชุดเดิม จนทำให้เก็บเอาไปฝันซ้ำในทุกคืนๆ และอีกในความหมายของการฝันซ้ำคือ คุณฝันซ้ำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของคุณ จนนำเอาไปเป็นชุดความฝันได้เลย จึงกลายเป็นการฝันซ้ำที่ซ้ำกับเหตุการณ์ที่คุณได้ผ่านมาแล้ว
  • ฝันร้าย การฝันร้ายมีความเชื่อว่าเป็นลางไม่ดี แต่ถ้าหากให้พูดถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้วละก็ การฝันร้ายนั้นเกิดมาจากความคิดและความรู้สึกของตัวคุณเอง คุณอาจจะไม่ได้เจอเรื่องร้ายๆมา แต่ความรู้สึกเครียด วิตกกังวล สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นชุดความคิดของคุณ หากเปรียบเทียบกับตอนที่คุณตื่น การรู้สึกเหล่านี้จะทำให้คุณมีความคิดด้านลบมากกว่าด้านบวก เช่นกับความฝัน ถ้าหากคุณมีความรู้สึกเหล่านี้ก็จะส่งผลให้ความฝันคุณนั้นเป็นไปในทางด้านลบ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า ฝันร้าย นั้นเอง

 

ขอขอบคุณ  ae sexy  ที่ให้การสนับสนุน