ดาว Mira

ถ้าหากว่าจะพูดถึงเรื่องของดาวแน่นอนว่าเราก็จะต้องนึกถึงตอนกลางคืนอย่างแน่นอน เพราะในยามราตรีนั้นเราจะสามารถมองเห็นดวงดาวต่างๆ มากมายที่ส่องแสงระยิบระยับในยามราตรี ถ้าบางคนชอบที่จะรับแสงแดดอุ่นๆ ในยามเช้ามากกว่า แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นอกโลกของเราทั้งนั้นละพวกมันก็เป็นสิ่งที่น่าศึกษาเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานั้นมีความซับซ้อนที่น่าค้นหามันเกิดขึ้นมาเพื่อให้เราหาคำตอบ

ในโลกของเราแห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตต่างๆ อีกมากมายสำหรับสิ่งมีชีวิตโดยเฉพ่ะพืชและต้นไม่ พวกมันอาศัยแสงแดดจากดวงอาทิตย์ในการสังเคราะห์แสงเพื่อการเจริญเติบโตของพวกมัน ถ้าหากว่าพูดถึงเรื่องของดวงอาทิตย์มันก็เป็นดาวที่มีแสงสว่างในตัวเองหรือก็คือดาวฤกษ์นั้นเอง ดวงอาทิตย์ที่ว่าเป็นศูนย์ของดาวเคราะห์ทุกดวงที่อยู่ในระบบสุริยะของเรา

เพราะดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะแห่งนี้นั้นจะโคจรรอบวงอาทิตย์เป็นวงกลม และหลายๆ คนอาจะสงสัยว่าในจักรวารแห่งนี้นอกจากดวงอาทิตย์ที่เป็นดาวฤกษ์แล้ยังมีดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ อยู่อีกหรือไม่ แน่นอนว่าคำตอบที่ได้ก็ต้องมีอยู่แล้วแต่น้อยคนนักที่จะรู้

และถ้าเราพูดถึงหางในอวกาศเราก็จะมักนึกถึงดาวหางเป็นสิ่งแรก แต่ถ้าว่าดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า ดาว Miraนี้นั้นได้ช่วยพิสูจน์ให้เราได้รู้แล้วว่าเรานั้นกำลังคิดผิด สำหรับดาวMirที่ว่านี้ มันเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ในกลุ่มดาวCETUS ที่อยู่ห่างจากโลกของเราออกไปประมาณ 350 ปีแสง

ละมันยังเป็นระบบดาวคู่ที่ประกอบไปด้วยดาวสองดวง โดยที่ดาวดวงหนึ่งจะเป็นดาวยักษ์แดงที่ถูกเรียกว่า Mir A และดาวอีกดวงหนึ่งจะเป็นดาวแคระขาวที่จะถูกรียกว่า MirB ซึ่งดาวยักษ์จะเป็นดาวที่กำลังตาย ในขณะที่ดาวแคระขาวเป็นดาวที่ตายไปแล้วนั้นเอง นักดาราศาสตร์ได้มีการตรวจพบดาว Mir ในขณะที่พวกเขากำลังตรวจสอบจักรวารดาวแสงอัตราไวโอเลต พวกเขาพบว่าดาวหางบางดวงได้ทิ้งหางไว้ในอวกาศในระยะทางมากถึง 13 ปีแสง ซึ่งนั้นก็คือ 20,000 เท่า

ของระยะเฉลี่ยระหว่าดาวพลูโตกับดวงอาทิตย์ของเรา อย่างไรก็ตามในไม่ช้าพวกเขาก็ได้พบว่าหางดังกล่าวไม่ได้มาจากดาวหาง แต่มันเป็นหางของดาวMir หางของดาวMir ได้ส่ององค์ประกอบหลายอย่างออกมารวมไปถึงคาร์บอน และออกซิเจนซึ่งนักดาราศาสตร์คิดว่ามันสามารถสร้างระบบสุริยะใหม่ขึ้นมาได้ โดยที่ดาวMir นั้นได้ปล่อยองค์ประกอบเหล่านี้มานานกว่า 30,000 ปีแล้ว

 

สนับสนุนโดย.  gclub

ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia)

ในวัยเด็กแน่นอนว่าการวิ่งเล่นหรือเล่นอะไร ที่มันจะเกิดอันตรายต่อตัวเองนั้นย่อมจะต้องมีเรื่องของบาดแผลตามมาด้วย ถ้าเมื่อพูดถึงเรื่องแผลถ้ามีแผลก็ต้องมีเลือกอย่างแน่นอน คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะต้องมี

สำหรับใครที่มักมีบาดแผลตั้งแต่เด็กๆ แล้วเมื่อมีเลือดไหลออกมา ถ้าในเด็กปกติหรือคนที่ปกติเมื่อมีแผลที่เล็กมาแล้วเลือดออกเล็กน้อยไม่จำเป็นที่จะต้องห้ามเลือด มันก็จะหยุดไหลไปดอง แต่สำหรับเด็กหรือคนที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียนั้น ก็คงจะต้องมีการห้ามเลือดกันเป็นแน่

หลายๆ คนเคยสงสัยไหมว่าผู้ที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียหรือโรคเลือดไหลไม่หยุดนั้น มันเกิดมาจากอะไรทำไมผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เมื่อมีแผลแล้วเลือดถึงไหลไม่หยุด ในการที่คนปกติเรามีแผลแล้วเกิดเลือดไหลออกมาในปริมาณที่มากพอสมควรนั้นถือว่าเป็นอะไรที่น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย

แต่สำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคฮีโมฟีเลียแล้วนั้นยิ่งจะมีเลือดที่ไหลออกมามากกว่าเรายิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปอีก และในแต่ละปีเด็กไทยในจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการวินิฉันจากแพทย์ว่าเป็นโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย ซึ่งเป็นโรคที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือก็คือโรคที่สามารถติดต่อกันได้ทางพันธุกรรมนั้นเอง และถ้าหากผู้ที่ป่วยเกิดมีอาการเลือดออกอย่างรุนแรงก็ จะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้เช่นกัน ส่วนใหญ่โรคนี้มักจะพบในเด็กที่เป็นเพศชาย สำหับอาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะที่มีรอยฟกซ้ำดำเขียวเกิดขึ้นง่าย

หลังจากที่มีการกระทบกระแทกเกิดขึ้น บางครั้งก็อาจะเกิดขึ้นเอง นองจากนี้ยังอาจจะมีเลือดออกในข้อได้เวลาที่เกิดวิ่งแล้วหกล้ม หรือมีเลือดออกในกล้ามเนื้อลึกๆ และบางครั้งอาจจะรุนแรงมากจนมีเลือดออกในสมองได้ สำหรับโรคฮีโมฟีเลียนี้เราออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ HemophiliaA และHemophiliaB

ซึ่งทั้งสองชนิดนี้เกิดจากการขาดโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ที่เรียกว่า แฟคเตอร์8 และแฟคเตอร์9 ตามลำดับ โรคนี้อย่างที่ได้กล่าวไปว่าส่วนใหญ่นั้น จะพบได้ในเด็กผู้ชาย และอาการก็จะมีเลือดออกง่ายแต่หยุดยากซึ่งเป็นอาการสำคัญของผู้ป่วยโรคนี้ อาการเลือดออกนี้  ยังขึ้นอยู่กับอายุอีกด้วย บางครั้งเราอาจจะพบได้ในตั้งแต่เด็กแรกเกิดเนื่องจากว่าหลังจากที่คลอดออกมาอาจจะมีเลือดออกในสมองได้นั้นเอง

อย่างไรก็ตามถ้าใครถ้าคุณมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อยู่ในครอบครัว หรือว่าจะเป็นตัวคุณเองที่ป่วย จะต้องค่อยสังเกตอาการและค่อยระมัดระวังเป็นอย่างมากที่จะไม่ให้เลือดออก

 

สนับสนุนโดย  gclub

ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก

ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกทำสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์อีกครั้ง

ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก ว่ากันว่าโลกของเรานั้นเกิดขึ้นมานานมากแล้ว มากกว่า 4,000 ล้านปีอีกด้วยซ้ำ การจะหาคำตอบของการเกิดสิ่งมีชีวิตนั้นถือว่าเป็นเรื่องยากมาก นักวิจัยจึงได้แต่ทำการที่ทำให้มันหายไปจากโลกมากกว่า การหาคำตอบว่าสิ่งมีชีวิตแรกของโลกนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์เองนั้นยังไม่สามารถตอบได้ ถึงแม้ว่าจะมีทฤษฎีออกมาและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกก็ตาม

แต่ในความเป็นจริงแล้วนักวิทยาศาสตร์เองก็ต่างค้นหาคำตอบมาโดยตลอดเวลาจนปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่ามีชีวิตอยู่จริงบนโลกเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนนั้นก็คือ ไดโนเสาร์ ซึ่งในปัจจุบันคงไม่มีสัตว์ดึกดำบรรพ์พวกนี้อาศัยอยู่เป็นแน่ เพราะมันได้สูญพันธุ์หายไปจากโลกนี้นานแล้ว ซึ่งนักวิจัยเองก็ได้สร้างข้อสันนิฐานของการสูญพันธุ์พวกมันขึ้นมาหลากหลายอย่างเช่น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

ที่เกิดมาจากการพุ่งชนของอุกกาบาต เป็นต้น เช่นเดียวกับที่จะนำมาเสนอในบทความนี้คือการพุ่งชนของอุกกาบาต หรือ ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก ที่เป็นแนวความคิดที่ถูกยอมรับกันในวงกว้างทางวิทยาศาสตร์ว่า มันเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์ต้องสูญพันธุ์ไป เพราะเมื่อดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เข้ากระทบกับพื้นโลก จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจนกลายเป็นแผ่นดินไหว เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ และเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ ปีกที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกได้รับผลกระทบ โดยปกติแล้วนั้นดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศของโลกด้วยความเร็ว 19 กิโลเมตรต่อวินาที

และด้วยความบอบบางทำให้มันเกิดความซึกกร่อนลงไปทีละเล็กทีละน้อย จนขนาดของมันนั้นมีความเล็กลงเรื่อยๆ และกว่าจะถึงพื้นโลกมันก็มีขนาดที่เล็กจนไม่สามารถสร้างผลกระทบอะไรได้ หรือที่เราเห็นเป็นดาวตกนั้นเอง หรือบางทีถ้ามันผ่านชั้นบรรยากาศแล้วเหลือรอดมายังพื้นโลกได้ถึง 600 กิโลกรัม ขอบเขตของความเสียหายจากดาวเคราะห์น้อยจะลดลั่นไปตามขนาดและความเร็วของมัน แต่ถ้าหากมันดาวเคราะห์น้อยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่อยู่ 1 กิโลเมตร ถือว่าไม่ต้องคิดคำนวณใดๆ แล้ว เพราะขนาดของมันเท่านี้พอที่จะสามารถทำลายล้างโลกได้ทั้งหมดเลยทีเดียว

ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะเป็นสาเหตุเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในยุคไดโนเสาร์อย่างแน่นอน และถ้าหากมันจะเกิดขึ้นอีกครั้งบนโลกของเราในอนาคต เช่นเดียวกันไดโนเสาร์ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตนั้นก็อาจจะสูญพันธุ์ได้ หรือถ้าหากว่ามีมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเหลือรอด ก็คงจะสามารถทนอยู่ได้นาน นั้นเป็นเพราะว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งโลก นั้นหมายถึงสภาพแวดล้อมจะบีบบังคับไม่ให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกต่อไป

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   gclub