เครื่องยนต์จรวดมีเทน 

จักรวารนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่กว้างใหญ่ และซ้อนเอาความลับต่างๆ ไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว และอย่างที่เราก็รู้ๆ กันดีว่าตอนให้จะเป็นเรื่องที่ยากมากแค่ไหนที่เราจะสามารถศึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ไกลเราออกไปได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ได้พัฒนาเทคโนโลยีและสิ่งต่่างๆ เพื่อที่เราจะได้ศึกษาดวงดาว กาแล็กซี่ และระบบต่างๆ ในจักรวารได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าข้อมูลที่ได้บางอย่างอาจจะไม่ได้สมบรูณ์นัก แต่มันก็พอที่เราจะได้ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมได้

เมื่อได้ยินเรื่องราวที่เกี่ยวกับจรวด เชื่อได้เลยว่าเป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่เอามากๆ เพราะในการสร้างหรือว่าในการที่จะมีการปล่อยจรวดออกไปนอกโลกนั้นถือได้เป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ เพราะในการสร้างจรวดแต่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าที่เราคิดเอาไว้มาก และยังต้องอาศัยปัจจัยให้เรื่องอื่นๆ อีกด้วย และในวันนี้เราจะมีพูดถึงเรื่องของ เครื่องยนต์จรวดมีเทน 

ใครจะไปรู้ละว่าก๊าสที่ติดไฟได้อย่างมีเทนจะถูกหยิบมาเป็นเชื่อเพลิงที่ใช้ในจรวดกับเขาด้วย ถึงแม้ว่ามันจะดูเป็นเรื่องที่อันตราย แต่มันก็ได้มีการทดลองออกมาแล้วว่ามันสามารถที่จะนำมาใช้ได้จริงๆ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนที่จะสามารถทำแบบนี้ได้ ซึ่งนั้นก็คือนาซ่าเจ้าเก่า     เจ้าเดิมนั้นเอง ซึ่งปกติแล้วจรวดมันจะใช่ไฮโดรเจนเป็นตังขับเคลื่อนหลัก แต่เนื่องจากมันมีปัญหาเรื่องของอุณหภูมิที่สูงเกินไปอยู่บ่อยๆ

จึงได้เริ่มมีการเอาเครื่องยนต์จรวดมีเทนเข้ามาใช้แทน โดยมีการเผาไหม้ที่เร็ว และให้แรงขับดัน 33.36 กิโลนิวตัน สำหรับข้อดีของเครื่องยนต์จรวดมีเทนก็คือ การใช้เชื้อเพลิงมีเทนนี้แหละ เพราะมันไม่จำเป็นที่จะต้องมีฉนวนกันความร้อนมากนัก จึงมีน้ำหนังที่เบา ราคาถูก และยังสามารถอยู่ในอุณหภูมิที่สูงได้อีกในระดับหนึ่ง

โดยไม่ต้องระแวงว่ามันจะเกิดการระเบิดขึ้นมาให้เราได้ตกใจเล่น นอกจากนี้มันยังสามารถผลิตและหาง่ายกว่า แม้กระทั้งบนดาวเคราะห์หลายดวงในระบบสุริยะจักรวาร อย่างเช่น ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ก็ยังสามารถหาได้เลย ยังไม่พอยังสามารถหาเชื้อเพลิงได้ระหว่างการเดินทางอีกด้วย ถ้าไม่ใช่นาซ่าตัวจริง ทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน 

อย่างที่เรารู้กันคงไม่มีใครที่จะนึกว่า ก๊าสมีเทนที่เรารู้จักกันนั้นจะสามารถนำมาทำเป็นเครื่องยนต์ของจรวดได้  ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อเอามากๆ เลยทีเดียวก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกี่ยวกับมีเทน ยังมีอะไรให้เราได้ศึกษาและตกใจมากกว่านี้อีก ซึ่งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เราได้หยิบยกเอามาพูด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์นี้ก้เก่งจริงๆ ที่สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้

 

สนับสนุนโดย  ufabet เว็บแม่

รากขนาดยักษ์ของแพนโด้

ร่างกายของเรานั้นต้องการน้ำและสารอาหารต่างๆ เพื่อที่ร่างกายจะได้ดูดซึม เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้อย่างปกติ และแน่นอนว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวที่มีกระบวนการใน ดูดซึมเอาน้ำแลสารอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ แต่มันยังมีสิ่งมีชีวิตอีกอย่างหนึ่งที่ทำแบบนี้เช่นเดียวกัน  ซึ่งนั้นก็คือพืชชนิดต่างๆ นั้น สำหรับกสนดูดซึมน้ำ และแร่ธาตุของพืชถือได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเอามากๆ เลยทีเดียวก็ว่าได้

สำหรับพืชแล้วการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ที่จะไปช่วยในการเจริญเติบโต ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในส่วนของกระบวนการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุนั้น ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือรากนั้นเอง แน่นอนว่าวันนี้เราจะมาพูดเกี่ยวกันรากของพืชกัน แต่พืชที่เรากำลังจะพูดถึงนั้นก็คือ แพนโด้ มันเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สำคัญต่อธรรมชาติ พวกมันเป็นกลุ่มของต้นไม้ที่แตกออกมาจากต้นไม้เพียงต้นเดียว

อีกทั้งพวกมันยังคงจัดได้ว่าเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนมากๆ อีกด้วย แต่ความพิเศษของเจ้าแพนโด้นี้ ไม่ได้อยู่ที่ลำต้อนอย่างที่ใครหลายๆ คนเข้าใจ แต่หากเป็นรากของมันแทน ลำต้นของแพนโด้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบรากขนาดยักษ์         ซึ่งตั้งอญู่ในป่าสงวนแห่งชาติ ในรัฐทางตะวันตกแห่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา มันครอบคลุมพื้นที่กว่า 433,000 ตารางเมตร และมันมีน้ำหนักรวมกันอยู่ที่ราวๆ 6,615 ตัน วึ่งคาดว่าเจ้าแพนโด้เฉพาะรากชุดนี้ จะมีอายุไม่ต่ำกว่า 80,000 ปี กันเลยทีเดียว

แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ได้มีการประเมินว่า ถ้าหากคิดรวมกับพืชในพื้นที่แถบนี้ พวกมันอาจจะมีตัวตนอย่างต่อเนื่อง คือมีการตายแล้วเกิดใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นเวลานานถึงหนึ่งล้านปีแล้ว  ซึ่งมันมีอายุที่เก่าแก่กว่า อายุขัยของมนุษย์เราเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องราวที่เราได้กล่าวมานั้นถือได้ว่าเป็นความรู้ใหม่เลยก้ว่า

เพราะถึงแม้มันจะมีมานานแล้ว แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ได้ให้ความสนใจศึกษา เกี่ยวกับพวกมาเท่าที่ควรนัก และต่อไปถ้าหากมีการพูดถึงพืช หรือรากของพืช ชนิดแรกที่จะนึกถึงเลยก็คงเป็นพืชที่มีรากขนาดใหญ่ยักษ์อย่างแพนโด้เป็นแน่แท้ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับพืชก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่ได้น้อยไปกว่า เรื่องของดวงดาวที่อยู่นอกโลกของเราเลยด้วยซ้ำ 

สุดท้ายนี้ พืช หรือผืนป่านั้นถือได้ว่าเป็นปอดของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะถ้าหากไม่มีสิ่งเหล่านี้มนุษยือย่างเราๆ ก้คงจะต้องพึ่งเครื่องฟอกอากาศติดตัวพกไปทุกที่ เพราะจะไม่มีเครื่องฟอกอากาสอัตโนมัต อย่างพืชที่ทำให้เราดดยที่เราไม่ได้ออกคำสั่ง 

 

สนับสนุนโดย  จีคลับ ผ่านมือถือ

พายุหมุนคู่ที่ขั้วโลกของดาวศุกร์

ระบบสุริยะของเรานั้น ประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ มากมายอย่างดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ ดาวหาง และวัตถุนอกโลกอีกมากมาย  และอย่างที่เรารู้ๆ กันดีว่าบนโลกของเรานี้ มีภยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็น้ำท่วม ไฟป่า สึนามิ แผ่นดินไหว และพายุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆ

ต่อให้จะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะห้ามไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ พายุนั้นถือได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติที่มีอยู่หลายระดับความรุนแรงด้วยกัน และในวันนี้เราจะไม่ได้จะพุดเกี่ยวกับพายุที่เกิดขึ้นบนโลกของเราหรอกนะ

อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่าโลกของเรมีพายุเกิดขึ้นหลายรู้แบบเป็นอย่างมาก แต่เชื่อได้เลยว่าทุกคนก็คงจะรู้จักกันดีแล้ว ว่าแต่ละชนิดนั้นเป็นอย่างไร ชนิดไหนมีความรุนแรงมากที่สุด ดังนั้นเราจึงจะไม่พูดถึงกัน แต่เราจะไปพูดเกี่ยวกับพายุที่อยู่นอกดลกของเราแทน เชื่อได้เลยว่าหลายๆ คนคงจะไม่เคยได้ยินหรือรู้จักกับพายุหมุนคู่ที่เกิดขึ้นบนขั้วโลกของดาวศุกร์อย่างแน่นอน

สำหรับพายุที่ว่านี้นักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่ามันจะคงอยู่อย่างถาวร และมันยังเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศในดาวศุกร์ไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งพายุหมุนคู่ที่ว่านี้มันอยู่บริเวณของขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ของดาวศุกร์ แต่ว่ามันไม่ได้มีลักษณะที่เหมือนกับพายุทั่วๆ ไป

เพราะว่าตาของพายุแต่ละขั้วนั้นมีสองตาพายุอยู่ข้างกัน และนี้จึงทำให้ดาวศุกร์มีพายุถาวรถึงสี่ตากันเลยทีเดียว นั้นก็คือขั้วโลกเหนือสองตา และขั้วโลกใต้อีกสองตา และตาพายุทั้งสองของแต่ละขั้วโลกนั้นก็ได้เชื่อมกันเป็นตัว S พายุหมุนที่สองขั้วนั้นมันจะจะสลายตัวทุกๆ สองวันและก่อตัวขึ้นใหม่อีกภายหลัง เป็นวงจรแบบนี้เรื่อยๆ ไปพายุนี้มันมีขนาดที่ใหญ่กว่าพายุทั่วไปบนโลกของเราถึงสี่เท่ากันเลย และมันยังก่อตัวสูงขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศถึง 20 กิโลเมตร ถ้าหากนำมาเทียบกับยอดเขาที่สูงที่สุดบนโลกของเรา

อย่างยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว ยอดเขาเอเวอเรสตืสูงเพียง 8 กิโลเมตรเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องราวที่เกี่ยวกับพายุนอกโลกของเรานั้นยังมีให้ได้ศึกษาอีกมากมาย ไมาใช่แค่พายุหมุนคู่ที่เกิดขึ้นบนดาวศุกร์เพียงเท่านั้น แต่ว่าพายุที่เกิดขึ้นบนดาวดวงอื่นที่อยู่ในระบบสุริยะก็มีความน่าสนใจที่ไม่แพ้กันเลยก็ว่าได้

สุดท้ายนี้แล้ว พายุต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทั่วทุกที่ไม่ว่าจะเป็นบนโลกของเรา หรือว่าบนดาวเคราะห์   ดวงอื่น เมื่อได้มีการค้นพบแล้วสิ่งเหล่านี้ก็น่าสนใจไม่น้อยที่เราจะทำการศึกษาและต่อยอด เพื่อเป้นการเพื่อความความรู้ให้ตนเอง หรือว่าจะนำมาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับรู้ด้วยก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  ufabet auto

ไม่มีรั้วจริงรอบๆ Area 51

ไม่ว่าจะเป็นบ้าน โรงงาน หรือแม้แต่ไร่ หรือสวนผลไม้ ต่างก็มีสิ่งที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อล้อมรอบเวณนั้น ซึ่งสิ่งนั้นก็เรียกว่ารั้วนั้นเอง มันเป้นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อล้อมรอบเวณหรือจะเรียกได้ว่าเป้นการแบ่งเขตก็ได้ แต่้ราก้ไม่ได้จะมาพูดเกี่ยวกับเรื่องของรั้วอะไรหรอกนะ เพราะทุกคนก็คงจะรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ัวนนี้เราจะมาพูดเกี่ยวกับพื้นที่หนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาทังที่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ว่านี้น่าจะมีรั้วกั้น แต่มันกลับไม่มี มันเป็นเพราะอะไรเราไปหาคำตอบหร้อมๆ กันเลยดีกว่า

Area 51 เป็นพื้นที่ ที่ได้มีการสร้างขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ธรรม เพราะพื้นที่บริเวณนี้มีความลับมากมายซ้อนเอาไว้อยู่ สำหรับสถานที่ลัลที่ได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนาจากกองทัพสหรัฐอเมริกา หลายๆ คนคงจะคิดว่า  Area 51 มันนน่าจะมีขอบเขตหรือรั้วกั้นบางอย่างเพื่อป้องกันพลเมือไม่ให้เข้าไป

แต่ท้ายที่สุดมันกลับตรงกันข้าม และสุดท้ายแล้วถ้าหากคุณสามารถผ่านขอบเขตของการป้องกันโดยการที่เดินเข้าไปอย่างง่ายๆ มันก็ดูจะไม่ใช่พื้นที่ทางทหารที่มีความปลอดภัยเอาเสียเลย แต่ทว่าแท้จริงแล้วมันเป้นเช่นนั้นจริงๆ เพราะพื้นที่ของ  Area 51 นั้นมันไม่มีรั้วกั้นอยู่เลยในขณะที่บางส่วนของพื้นที่ทำการภายในจะได้รับการค้มครองโดยขอบเขตที่ไม่ใช่ขอบเขตทางกายภาพหรือรั้วกั้น แต่มันก้ไม่ได้หมายความว่าตุณจะเดินโง่ๆ เข้าไปในบริเวณของพื้นที่ตรงนั้นได้อย่างง่ายดาย  เพราะบริเวณขอบเขตของ  Area 51

จะมีเซ็นเซอร์แม่เหล็กอยู่ในหลายๆ สถานที่ พร้อมกับป้อมทหารรักษาการที่พวกเขาจะยิงคุณแน่นอนอย่างไม่คิดลังเล และเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อคุณฟังดูแล้วมันก็เหมือนกับพื้นที่ทางทหารปกติทั่วไป แต่เปล่าเลย พื้นที่แห่งนี้มีความซับซ้อนที่มากกว่านั้น เพราะว่าแท้ที่มันจะเป็นฐานทัพทางทหารทั่วไป

แต่มันกับมีเรื่องของมนุษย์ต่างดาวเข้ามาเกี่ยวด้วย  อย่างไรก้ตามเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็ได้มีนักทฤษฏีสมคบคิดมากมายออกมาพูดถึงและแสดงความคิดเห็นไปในด้านต่างๆ  เพราะแบบนี้พื้นที่แห่งนี้จึงถือได้ว่าเป็นพื้นที่ลึกลับ    อีกแห่งหนึ่งบนโลกของเรา

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใน  Area 51 ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก  ซึ่งถ้าคุณสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ต่อ คุณสามารถทำได้ในทันที เพราะข้อมูลต่างๆ สามารถค้นหาได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต และรับรองได้เลยว่าเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันแล้ว มันจะยื่งทำให้คุณแปลกใจเพิ่มมากขึ้นไปอีก คนเราจงจดจำไว้ว่าหาก ต้องการทราบอะไร ก็ต้องสืบค้น

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    gclub ฝาก ขั้นต่ำ 20

ไวรัสต่างกับแบคทีเรียยังไง

ไวรัสกับแบคทีเรียนั้น แน่นอนว่าเราต้องเคยได้ยินผ่านๆ มาอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงนี้มีโรคระบาดเกิดขึ้น และดรคที่ว่านี้ก็มีชื่อว่า Covid 19 นั้นเอง ในส่วนของแหล่งที่มาหรือว่าต้นตอของเรื่องหลายๆ คนก็อาจจะรู้กันดีอยู่แล้ว แต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดเกี่ยวกับ โรคระบาดโรคนี้หรอกนะ แต่เรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงนั้นก็คือ เรื่องเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างไวรัสกับแบคทีเรีย ว่าสองอย่างนี้มันมีความแตกต่าง หรือว่าเหมือนกันอย่างไรบาง

เชื่อว่าหลายๆ คนในที่นี้ เคยผ่านการเรียนชีวะกันมาก่อน หรือใครที่ไม่เคยไได้เรียน ก็คงจะเคยได้ยิน คำว่าไวรัสกับแบคทีเรียกันมาบ้างไม่มากก็น้อย คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าไวรัสและแบคทีเรียสองอย่างนี้มันแตกต่างกันอย่างไร

และในวันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน ข้อแตกต่างระหว่างไวรัสกับแบคทีเรีย มีอยู่ดังนี้ แบคทีเรียนั้นจัดได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กเอามากๆ  ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้ แบคทีเรียจัดได้ว่า เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม

ในส่วนของตัวแบคทีเรียนี้รูปร่างหน้าตาของมันก็จะแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ชนิด ในส่วนของไวรัส ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังมีการเถียงกันอยู่ว่า เราควรจะจัดไวรัสให้เป็น สิ่งมีชีวิต หรือ สิ่องไม่มีชีวิตดี

  เพราะว่าบางเวลามันก็ทำตัวเหมือนกับสิ่งมีชีวิต แต่ว่าบางเวลามัน     ก็ทำตัวเหมือนกับไม่มีชีวิต สำหรับในตัวของวันไรรัสนั้นข้างในของมันก็จะประกอบไปด้วนสารพันธุกรรมของเรานั้นเอง  มันไวรัสแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ RNA Virus และ DNA Virus ซึ่งไวรัสนี้ก็มีขนาด   ที่เล็กมาๆ เช่นเดียวกัน

แต่ว่าเล็กกว่าแบคทีเรียลงไปอีก  ขนาดแบคทีเรียที่เราว่าเล้กแล้ว แต่มันก็ยังสามารถ      ที่จะมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ แต่ว่าไวรัสมองไม่เห็น ซึ่งไวรัสนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองจำเป็นที่จะต้องมี Host ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ พืช หรือว่าเป็นอะไรก็ตามมันจะต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เพื่อให้มันมีชีวิจอยู่ต่อไป และนี้แหละเป็นเหตุผลที่คนเถียงกันว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต

เพราะมัน  ไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ด้วยตัวของมันเอง  เห็นกันแล้วใช้ไหมว่า แบคทีเรียและไวรัสนั้นต่างกันอย่างไร และนอกจากนี้วิธีการรักษาของมันก็แตกต่างกันอีกด้วย  อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกี่ยวกับไวรัส และแบคทีเรียยังมีให้เราได้ศึกษากันอีกมาก

เพราะมันถือได้ว่าก็เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรจะใส่ใจ สุดท้ายนี้  ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ทั้งไวรัสและแบคทีเรียมันเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น  เพราะฉะนั้นเราควรจะศึกษาวิธีรับมือกับสองสิ่งนี้ไว้ก้เป้นเรื่องที่ดีอีกอย่างหนึ่ง

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

น้ำแข็งติดไฟ

ไฟนั้นเป็นสิ่งที่เราเองคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเลยทีเดียว  ก็ว่าได้ เพราะไฟก็เป็สิ่งที่จำเป็นที่จำเป็ต่อการดำรงชีวิตของเราอีกอย่างหนึ่ง เพราะถ้าหากว่าเราต้องการทำอาหาร เรามีแต่แก๊สเพียงอย่างเดียวไม่ได้ถ้าเรา  มีแก๊สในมือแต่ไม่จุดไฟก็ไม่สามารถ ที่จะเริ่มทำอาหารได้

แน่นอนว่าหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกของเราใบนี้นั้นสามารถที่จะนำมาทำให้ไฟติดได้ แต่ในปัจจุบันนี้ ก็ได้มีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้เรามากมาย แต่มันอาจจะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่คุรอาจจะคิดไม่ถึงว่ามันสามารถที่จะนำมาติดไฟได้ 

อย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้นว่าในการจุไฟนั้นสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน และอุปกรณ์ในการ   จุดไฟก็มีหลากหลายไม่แพ้กันเลยทีเดียว แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงสิ่งที่หลายๆ คนอาจจะนึกไม่ถึงว่ามันจะนำมาติดไฟได้ และสิ่งที่เรากำลังจะได้พูดถึงกันต่อไปนี้นั้นก็คือ  น้ำแข็งติดไฟนั้นเอง ในส่วนของน้ำแข็งติดไฟนั้น มันมีชื่อที่เป็นทางการว่า Methane Clathrate หรือ Methane Hydrate

มันถือว่าเป็นน้ำแข็งชนิดหนึ่งที่สามารถเผาไหม้ได้จริง เพราะคุณสามรถใช้ไฟแช็ก หรือไม้ขีดจุดไฟ และทำให้มันลุกไหม้เหมือนกับกระดาษแผ่นหนึ่งได้ เนื่องจากว่ามันประกอบด้วยมีเทนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในระดับความลึกของมหาสมุทร รวมถึงในระดับเพอร์มาฟรอส พื้นดินที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นเวลานาน

การเกิดน้ำแข็งติดไฟนั้นเริ่มต้นจากการที่ก๊าซมีเทน ถูกบีบอัดและแช่แข็งซึ่งก๊าซมีเทนที่ถูกแช่แข็งนั้น ในไม่ช้ามันก็จะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง โดยที่นักวิทยาศาสตร์ได้มีการพิจารณาว่าน้ำแข็งติดไฟเหล่านี้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่เป็นไปได้ เนื่องจากว่ามีก๊าซมีเทนจำนวนมาก โดยที่น้ำแข็งติดไฟหนึ่งลูกบากศ์เมตรนั้น สามารถที่จะปลดปล่อยมีเทนได้มากถึง 10 ลูกบากศ์เมตรกันเลยนทีเดียว

และนอกจากนี้มันยังเป่นเชื้อเพลิงที่มีความสะอาดกว่าถ่านหินอีกด้วย น่าเสียดายที่หลายประเทศไม่สามารถที่จะแทนที่ถ่านหินด้วยน้ำแข็งติดไฟเหล่านี้ได้ เนื่องจากว่ามันเป็นการยากที่จะทำให้พวกมันแตกจากใต้น้ำ อีกทั้งมันยังไม่มีความเสถียรภาพเมื่อถูกนำขึ้นสู่พื้นผิวและมันจะยังทำให้สภาพอากาศเลวร้ายลงอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเพอร์มาฟรอสที่ปรากฏประกอบ  Methane Clathrate ละลาย และปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ 

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามันจะมีความสะอาดกว่าถ่าหินก็จริง แต่ถ้าหากเรานำมันขึ้นมาใช้ แล้วจะเป็นพิษต่อสภาพอากาศแบบนี้เราก็ควรจะเก้บมันไว้ใต้ดินต่อไป ไม่นำมันขึ้นมายังพื้นผิวโลก  ของเรา

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  สล็อตไม่ต้องโหลด

การคิดค้นเรื่องราวของน้ำ

น้ำ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมายบนโลก ของเราเป็นอย่างมาก จริงอยู่ที่ว่าร่างกายของเรานั้นต้องการอาหารเมื่อที่จะได้ดูดซึม เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่ร่างกายของเรานั้นสามารถที่จะไม่กินอาหารหนึ่งวันได้ และน้ำนั้นก็เป็นสิ่งที่จะเป็นต่อร่างกายของเราเช่นเดียวกัน      

แต่มันต่างกับอาหารตรงที่ว่าอาหารเราสามารถที่จะไม่กินมันก็ได้ในเวลาหนึ่งวัน แต่กับน้ำเราไม่สามารถ     ที่จะทำแบบนั้นได้ เพราะต่างกายของเรานั้นต้องการน้ำอยู่ตลอดเวลา เพื่อปรับสมดุลต่างๆ ให้แก่รางกาย

น้ำเป็นสิิ่งที่ทุกคนเคยได้ยิน และรู้จักกันดีอยู่แล้ว  เพราะตั้งแต่เกิดมาก็รู้จักคำว่าน้ำเลยก็ว่าได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและใช้มันทุกวันมันยังมีสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับมันซ้อนเอาไว้อยู่ เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงจะไม่รู้จัก หรือมีส่วนน้ำมากๆ ที่จะเคยได้ยินคำว่า น้ำแห้ง ในส่วนของน้ำแห้งนั้น คือสิ่งที่เราจะได้รับเมื่อเราผสมน้ำที่มีอยู่ตามธรราติเข้ากับซิลิก้า

ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ โดยที่น้ำแห้งนั้นมันจะ     มีลักษณะเหมือนกับของแข็ง  ถึงแม้ว่ามันจะเป็นน้ำถึง 95% ก็ตามที ซึ่งน้ำแห้งจะประกอบไปด้วยเม็ดแป้งที่มีลักษณะที่คล้ายกับน้ำตาล ซึ่งจริงๆ  แล้วมันก็เป็นหยดน้ำธรรมดาที่ถูกปกคลุมไปด้วยซิลิก้า และซิลิก้านั้นก็จะป้องกันหยดน้ำจากการผสมกัน และกลายไปเป็นของเหลว น้ำห้งนี้ได้รับการพัฒนาครั้งแรกในปี 1968

และได้ถูกน้ำมาใช้ในเครื่องสำอางในเวลาต่อมา  ซึ่งในไม่ช้าทุกคนก็ลืมเรื่องนี้ไป จนกระทั้งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Hull มหาวิทยาลัยจาก สหราชอาณาจักร  ก็ได้มีการคิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาอีกครั้ง  ในปี 2006  นักวิทยาศาสตร์คิดว่าน้ำแห้งนั้นสามารถที่จะใช้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ จากชั้นบรรยากาศ สิ่งนี้สามารถใช้งานได้

เนื่องจากว่าน้ำแห้งจะดูดซับเอาคาร์บอไดออกไซด์ ได้มากกว่าน้ำปกติถึง 3 เท่า และนอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้มีการพิจารณาอีกว่า  จะใช้น้ำแห้งในการจักเก็บและการค้นส่งสารเคมีที่เป็นอันตรายอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่  ก็ไม่อาจจะพูดได้เต็มปาก เพราะว่าน้ำแห้งนั้นได้มีการนำมาใช้เมื่อนานมาแล้ว

แต่มันอาจจะเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับใครหลายๆ คนที่ไม่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน และสุดท้ายนี้เรื่องราวของน้ำ  ยังมีให้เราได้ศึกษาอีกมากมาย ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา แต่ก็ใช้ว่าเราจะรู้จักมาดีแล้ว ก็เหมือนกันคนเรา  ที่มักจะกล่าวว่ารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ ซึ่งคำนี้ก็สามารถที่จะใช้ในสถานะการณ์นี้ได้เป็นอย่างดีง

 

 

สนับสนุนโดย  UFABET เว็บตรง

อุบัติเหตุที่เกิดจากเครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่

ในสมัยปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆ ล้วนพัฒนาไปไกลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จนมันทำให้เสียจากว่าเป็นผู้ที่สนใจเรานั้นสามารถที่จะออกค้นหาเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวจักรวารได้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคำว่าจักรวาร     ทุกคนจะต้องเคยได้ยิน แต่ไม่มีใครที่จะรู้จริงๆ หรอกว่ามันคืออะไรกันแน่ นอกเสียจากว่าเป็นผู้ที่สนใจ    ในเรื่องนี้อยู่แล้ว

เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ หรือเรานั้นจะเรียกย่อๆ ว่า (LHC) มันก็คือเครื่องเร่งอนุภาค    ที่ใหญ่มากที่สุดในโลกของเรา ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างอนุภาคโปรตอน 7 อิเล็กตรอนโวต์ขึ้น โดยมันเป็น   วงแหวนใต้ดินขนาดใหญ่ที่มีระบะทาง 27 กิโลเมตร โดยการใช้พลังแม่เหล็ก 9,300 หน่วยซึ่งอนุภาคจะถูกชนเข้าด้วยกัน ด้วยความเราที่สูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ 

สิ่งนี้นั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะทำให้อนุภาคชนกันได้ 600 ครั้งต่อวินาที ในรูปแบบของการรื้อทำลายในเชิงอะตอม องค์การวิจัยนิวเคลียสยุโรปหรือ (CERN) สร้างเครื่องนี้ขึ้นในบริเวณเขตแดนประเทศฝรั่งเศษ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และถึงแม้ว่ามันจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด แต่อุบัติเหตุก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ กับเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่นี้ โดยที่ใน   ปี 1978 นักวิทยาศาสตร์ชาวรัฐเซีย ได้เอาหัวของเขาไว้ในเครื่องเร่งอนุภาคเครื่องนี้ นั้นมันจะจึงทำให้เขาได้รับการถูกโจมตีจากการระเบิดขึ้น  โปรตอนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง

และถูกยิ่งด้วยอิเล็กตรอน        76 พันล้านโวต์  แต่เขาก็สามารถที่จะมีชีวิคอยู่รอดได้  เพื่อที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าแพทย์    จะไม่เชื่อว่าเขาน่าจะรอดชีวิต ในปี 2009 เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ถูกปิดตัวลง เนื่องจากว่ามันเริ่มมีความร้อนที่มากเกินไปซึ่งสาเหตุถูกพบว่าเกิดจากเศษขนมปังที่ถูกว่างไว้บนสถานีไฟฟ้าย่อย เหนือเครื่องเร่งอนุภาค

ซึ่งนักฟิสิกสืส่วนใหญ่เชื่อว่างานวิจัยเกี่ยวกับอนุภาค Higgs Boson นั้นเป็นอันตรายต่อ  จักรวาร เพราะความผิดพลาดขององค์การวิจัย  (CERN)  อาจจะทำให้โลกของเราถูกดูดกลืนด้วยหลุมดำ      ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามงานวิจัยต่างที่เกืดขึ้นนั้นล้วนมีทั้งคุณและโทษทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะสามารถ  นำประโยชน์ที่ได้มาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน และเรานั้นจะสามารถป้องกันโทษของมันที่จะตามมาได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งถ้างานวิจัยใดไม่เกิดความผิดพลาดเลยถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเอามาก แต่ถ้าหากเกิดขึ้นผิดพลาดขึ้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เรานั้นจะต้องรีบปรับปรุงและแก้ไขให้เร็วที่สุด

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ เติมเงินขั้นต่ำ 100 เดียว

ดาวหางเพอร์รีน-มากอส

วัตถุบนท้องฟ้านั้นมีมากมายหลายอย่างแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับที่อยู่บนโลกของเราคุณว่าสิ่งต่างๆ ที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้น หรือแม้แต่สิ่งก่อสร้างทที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นเป็นอะไรที่มากมายแล้วบนโลกของเรา แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่เท่ากับสิ่งที่จักรวารได้สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะให้เราได้ออกค้นหาหรือเรียนรู้เลย

สิ่งต่างๆ ที่จักรวารได้ซ้อนเอาไว้มากมายนั้น มนุษย์สามารถที่จะค้นพบ และศึกษาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะมันยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้มีการถูกค้นพบอยู่อีกมากเช่นเดียวกัน

ในวันนี้เราจะมาศึกษาเกี่ยวกับดาวหางเพอร์รีน-มากอส ดาวหางดวงนี้ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 1896  โดย Charles Dillon Perrine นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่อาศัยอยู่ในอาเจนติน่า ซึ่งในตอนนั้น Charles ไม่ทราบว่าเขาได้พบเข้ากับดาวหางดวงใหม่เข้าแล้ว ซึ่งเขานั้นได้คิดว่ามันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของดาวหาง บีล่า ที่หายไปเท่านั้น

โดยเขาได้มีการคำนวณว่าดาวหางจะกลับมาปรากฏตัวให้เราได้เห็นกันอีกครั้งในปี 1903 แต่มันก็ไม่ได้กลับมา ดาวหางเพอร์รีน-มากอส ดวงนี้นั้น ได้มีการถูกค้นพบอีกครั้งในปี 1909 แต่แล้วมันก็ได้หายไปหลังจากนั้น แลพมันก็น่าจะกลับมาในปี 1916 แต่วงโคจรของมันนั้นไกลเอามากๆ จนไม่มีใครใส่ใจที่จะมองหามัน

ซึ่งคาดว่ามันจะกลับมาอีกครั้ง ในปี 1922  และปี 1929 แต่ว่ามันก็ไม่ได้กลับมาเลยซักครั้งเดียว จนกระทั้งในที่สุดดาวหางเพอร์รีน-มากอส ก้ไม่มีการถูกตรวจพบอีกครั้ง ในวันที่ 19 ตุลาคม ในปี 1955 ซึ่งมันถูกพบโดย Antonin Mrkos นักดาราศาสตร์ชาวเช็กซึ่งเขานั้นได้คิดว่ามันเป็นดาวหางใหม่ หรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของดาวหางบีล่า  อย่างไรก็ตาม Leland Cunningham นักดาราศาตร์ชาวอเมริกัน

ได้ได้มีการคาดการณ์ตามข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ เขาพบว่ามันไม่ใช่ดาวหางใหม่ และก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของดาวหางบีล่าอีกด้วย แต่มันคือดาวหางที่ได้หายไปก่อนหน้านี้ ที่Perrine ได้มีการค้นพบ ซึ่งมันสามารถที่จะมองเห้นได้บนท้องฟ้า ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1956 นักดาราศาสตร์ได้มีการสังเกตว่าวงโคจรของดาวหางดวงนี้นั้น

ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปในเวลาที่มันถูกค้นพบโดย Mrkos นั้นเป็นเพราะว่ามันมักจะเดินทางเข้าไปใกล้กับดาวพฤหัสบดี ซึ่งหลังจากนั้นดาวหางดวงนี้ก็ได้มีการปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในปี 1961 และในปี 1968 และมันก้ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในปี 1975 ตามที่ได้มีการคาดการณ์ไว้นั้นจึงทำให้ดาวหางเพอร์รีน-มากอส ถึกประกาศว่าเป็นดาวหางที่หายไป

 

สนับสนุนโดย    เว็บพนันออนไลน์ ฟรีเครดิต

ดาวหางซีซาร์

ดาวหางซีซาร์

ดาวหางซีซาร์ ท้องฟ้าและดวงดาว เป็นอะไรที่เราเองไม่มีวันจะเอื้อมไม่ถึง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนก็ต่างรู้กันดี    แต่ถึงเราจะไม่มีโอกาสที่จะสัมผัสมันด้วยมือของตัวเอง แต่ก็ใช้ว่าเราจะไม่สามารถที่จะเข้าถึงเรื่องราวของมันได้ แน่นอนว่าคนคนหนึ่งต้องมีประวัติ  ซึ่งจะดีหรือไม่ดีนั้นก้เป็นเรื่องของบุคคลนั้นๆ เช่นเดียวกับดวงดาวต่างมันก็มีเรื่องราวที่แต่ต่างกันออกไป

โดยที่บางทีเราไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เลยว่ามันจะเป็นอย่างไร เรื่องราวของมันจะน่ากลัว หรือแต่ต่างจากคนเราอย่างไรเราไม่สามารถที่จะรับรู้ได้ถ้าว่าเราไม่ลองศึกษาเกี่ยวกับพวกมันดู ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยหากเราสนใจจริงๆ 

ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์แคระ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในระบบสุริยะของเราเช่นเดียวกับ ดาวหาง  ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความรู้จักเกี่ยวกับดาวหาง ที่มีชื่อตามชื่อเรื่องของเราเลย ดาวหางซีซาร์นี้เป็นดาวหางที่ลึกลับเอามากๆ และมันก็อาจจะเป็นดาวหางที่สว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันได้มีากรปรากฏในช่วง 43 ปี ก่อนคริสตกาล และได้มีการถูกบันทึกไว้ก่อนที่มันจะหายไป

โดยดาวหางดวงนี้ได้รับการ      ตั้งชื่อตามนายพล และรัฐบุรุษโรมันผู้โด่งดัง นั้นก็คือ Julius Caesar ซึ่งเขาได้ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15มีนาคม ในปีเดียวกัน ดาวหางซีซาร์ดวงนี้ปรากฏในเดือน กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลา 4 เดือนหลังจาก      การตายของซีซาร์ และในเวลาที่ดาวหางซีซาร์ปรากฏมันสว่างมากและมองเห็นได้ชัดเจนในระหว่างวัน      

อีกทั้งมันยังปรากฏให้ได้เห็นติดต่อกันเป็นเวลาถึง 7 วันด้วยกันก่อนที่มันจะหายไป ซึ่งผู้คนต่างอ้างว่า     ดาวหางที่ปรากฏดวงนี้คือวิณาณของ Julius Caesar และการยืนยังเหล่านี้ก็ไม่แปลกอะไร เนื่องจากว่าซีซาร์เองก็เคยอ้างว่าตัวของเขานั้นเป็นพระเจ้า และครอบครัวของเขาก็อ้างว่าพวกเขาเป็นลูกหลายของ Aeneas     

วีระบุรุษคนหนึ่งในตำนานของประก่อตั้งอาณาจักรโรมันขึ้นมา อย่างไรก็ตามช่วงเวลา 44 ปี ก่อนคริสตกาลนั้นถือว่าเป็นครั้งเดียว ที่เราได้เห็นดาวหางซีซาร์ปรากฏตัวขึ้นมา ซึ่งก็ไม่มีการตั้งข้อสังเกตว่าดาวหางดวงนี้นั้น อาจจะไม่ได้มีการโคจรรอบดวงอาทิตย์  และนั้นก็หมายความว่ามันอาจจะไม่กลับมาอีกครั้ง แต่บางคน ก็มีความคิดเห็นว่ามันอาจจะแตกสลาย และถูกแบ่งย่อยออกไปเป็นชิ้นเล็กๆ 

อย่างไรก็ตามไม่ว่าซีซาร์จะกลับมาปรากฏตัวให้เราได้เห็นอีกครั้งหรือไม่นั้น มันก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อโลกของเราอยู่แล้ว และยังมีดาวหางที่ลึกลับอีกมากมายหลายดวงที่รอให้เราได้ศึกษาอยู่อีกมากไม่ได้      มีซีซาร์เพียงดวงเดียว

 

 

สนับสนุนโดย   สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ