ผู้หญิงจีนที่กำลังกินซุปค้างคาว

ตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบันนี้มันเคยมีโรคระบาดร้ายแรงเกิดขึ้นมาก็หลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็กินเวลายาวนานเป็นอย่างมาก ในหลายๆ ครั้งๆ ที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นมันทำให้เราได้เห็นในหลายมุมมองที่เราเองไม่เคยได้เห็นมาก่อน ได้เห็นผลกระทบต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้น จนบางคนเกิดความท้อแท้ต่อชีวิต แต่เชื่อเถอะว่าถ้าหากผ่านช่วงนี้ไปได้แล้ว ไมว่าจะทำอะไรมันก็จะดูเป็นเรื่องที่ง่ายไปเสียทุกอย่าง ถ้าหากเราเป็นผู้โชคดีที่ไม่ติดเชื่อเราก็ยังมีดอกาสที่จะสู้ชีวิตต่อไป ชีวิตของคนเรามันไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้นหรอก

หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาในช่วงนี้มันมีผลต่ออะไรหลายอย่างมากๆ ผู้คนมากมายต่างเกิดความกังวลต่อสิ่งที่เรากำลังเผชิญ ที่เรียงว่าโรคระบาด กังวลว่าเราจะติดไหม และอีกหลายเรื่องมากมายเต็มไปหมด การเกิดโรคระบาดในครั้งนี้ก็ได้มีหลายคนออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ มากมาย เช่นเดียวกับเรื่องที่เรากำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ มนุษย์เนสเชื่อว่าได้รับเชื้อ COVID-19 มาจากค้างคาว

ในคณะที่นักวิทยาศสตร์ยังไม่ได้สามารถเข้าใจได้อย่างแน่ชัดว่า COVID-19 มาจาแหล่งใดกันแน่ และถึงแม้ว่าการเปรีบยเทียบลำดับทางพันธุ์หรรมของไวรัสในสกุล เบต้าโคโรน่าไวรัส มันได้แสดงคาวมคล้ายคลึงของไวรัสโคโรน่าในค้างคาวถึง 96%     แต่จากการวิจัยเพิ่มเติมล่าสุดสามารถที่จะระบบุได้ว่า COVID-19 นั้นมีข้อมูลทางพันธุกรรมเดียวกนกับไวรัสติดเชื้อในตัวนิ้ม

ซึ่งมันมีความคล้ายคลึงกันมากถึง 99% แต่คนส่วนใหญ่แล้วก็ยังคงเชื่อว่า COVID-19 ได้แพร่กระจายไปยังมนุษย์ หลังจากที่มีคนกินค้างคาวที่ติดเชื้อเข้าไป และหนึ่งในนั้นก็คือผู้บล็อกเกอร์สาวชาวจีน Wang Mengyun ซึ่งได้มีการปรากฏคลิปของเธอในคณะที่กำลังกินซุปค้างคาวที่อ้างว่าเกิดขึ้นในภัตาคารแห่งหนึ่ง

ที่เมืออู่ฮั่นในประเทศจีน ซึ่งเป็นแห่งของเชื้อไวรัสCOVID-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ และคลิปของเธอก็ได้ถูกวิจารฯ์อย่างกหนักว่าเป็นส้วนหนึ่งของการแพร่ระบาด จากคนสู่คนจนกลายมาเป็นภาวะวิฤกตในคณะนี้  Wang Mengyun ได้ออกมายอมรับว่าเธอคือบุคคลในคลิปจริงแต่เธอได้บอกว่าคลิปกินซุปค้างคาวเกิดขึ้นเมื่อปี 2016

ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน ก่อนที่ไวรัส  COVID-19 จะปรากฏตัวขึ้นมา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามที่สถานะการณ์ของก็ยังไม่ได้ดีขึ้นเลย ดังนั้นในเวลานี้ถ้าเราเอาเวลา ที่ไปโทษคนนั้นคนนี้ว่าเป็นสาเหตุก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา สู้เรามาช่วยกับทำให้มันหายไปจากโลกของเราในเร็วจะดีกว่า

 

สนับสนุนโดย  gclub ฝากขั้นต่ำ 20

ไวรัสต่างกับแบคทีเรียยังไง

ไวรัสกับแบคทีเรียนั้น แน่นอนว่าเราต้องเคยได้ยินผ่านๆ มาอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงนี้มีโรคระบาดเกิดขึ้น และดรคที่ว่านี้ก็มีชื่อว่า Covid 19 นั้นเอง ในส่วนของแหล่งที่มาหรือว่าต้นตอของเรื่องหลายๆ คนก็อาจจะรู้กันดีอยู่แล้ว แต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดเกี่ยวกับ โรคระบาดโรคนี้หรอกนะ แต่เรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงนั้นก็คือ เรื่องเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างไวรัสกับแบคทีเรีย ว่าสองอย่างนี้มันมีความแตกต่าง หรือว่าเหมือนกันอย่างไรบาง

เชื่อว่าหลายๆ คนในที่นี้ เคยผ่านการเรียนชีวะกันมาก่อน หรือใครที่ไม่เคยไได้เรียน ก็คงจะเคยได้ยิน คำว่าไวรัสกับแบคทีเรียกันมาบ้างไม่มากก็น้อย คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าไวรัสและแบคทีเรียสองอย่างนี้มันแตกต่างกันอย่างไร

และในวันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน ข้อแตกต่างระหว่างไวรัสกับแบคทีเรีย มีอยู่ดังนี้ แบคทีเรียนั้นจัดได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กเอามากๆ  ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้ แบคทีเรียจัดได้ว่า เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม

ในส่วนของตัวแบคทีเรียนี้รูปร่างหน้าตาของมันก็จะแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ชนิด ในส่วนของไวรัส ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังมีการเถียงกันอยู่ว่า เราควรจะจัดไวรัสให้เป็น สิ่งมีชีวิต หรือ สิ่องไม่มีชีวิตดี

  เพราะว่าบางเวลามันก็ทำตัวเหมือนกับสิ่งมีชีวิต แต่ว่าบางเวลามัน     ก็ทำตัวเหมือนกับไม่มีชีวิต สำหรับในตัวของวันไรรัสนั้นข้างในของมันก็จะประกอบไปด้วนสารพันธุกรรมของเรานั้นเอง  มันไวรัสแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ RNA Virus และ DNA Virus ซึ่งไวรัสนี้ก็มีขนาด   ที่เล็กมาๆ เช่นเดียวกัน

แต่ว่าเล็กกว่าแบคทีเรียลงไปอีก  ขนาดแบคทีเรียที่เราว่าเล้กแล้ว แต่มันก็ยังสามารถ      ที่จะมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ แต่ว่าไวรัสมองไม่เห็น ซึ่งไวรัสนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองจำเป็นที่จะต้องมี Host ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ พืช หรือว่าเป็นอะไรก็ตามมันจะต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เพื่อให้มันมีชีวิจอยู่ต่อไป และนี้แหละเป็นเหตุผลที่คนเถียงกันว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต

เพราะมัน  ไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ด้วยตัวของมันเอง  เห็นกันแล้วใช้ไหมว่า แบคทีเรียและไวรัสนั้นต่างกันอย่างไร และนอกจากนี้วิธีการรักษาของมันก็แตกต่างกันอีกด้วย  อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกี่ยวกับไวรัส และแบคทีเรียยังมีให้เราได้ศึกษากันอีกมาก

เพราะมันถือได้ว่าก็เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรจะใส่ใจ สุดท้ายนี้  ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ทั้งไวรัสและแบคทีเรียมันเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น  เพราะฉะนั้นเราควรจะศึกษาวิธีรับมือกับสองสิ่งนี้ไว้ก้เป้นเรื่องที่ดีอีกอย่างหนึ่ง

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

น้ำแข็งติดไฟ

ไฟนั้นเป็นสิ่งที่เราเองคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเลยทีเดียว  ก็ว่าได้ เพราะไฟก็เป็สิ่งที่จำเป็นที่จำเป็ต่อการดำรงชีวิตของเราอีกอย่างหนึ่ง เพราะถ้าหากว่าเราต้องการทำอาหาร เรามีแต่แก๊สเพียงอย่างเดียวไม่ได้ถ้าเรา  มีแก๊สในมือแต่ไม่จุดไฟก็ไม่สามารถ ที่จะเริ่มทำอาหารได้

แน่นอนว่าหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกของเราใบนี้นั้นสามารถที่จะนำมาทำให้ไฟติดได้ แต่ในปัจจุบันนี้ ก็ได้มีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้เรามากมาย แต่มันอาจจะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่คุรอาจจะคิดไม่ถึงว่ามันสามารถที่จะนำมาติดไฟได้ 

อย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้นว่าในการจุไฟนั้นสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน และอุปกรณ์ในการ   จุดไฟก็มีหลากหลายไม่แพ้กันเลยทีเดียว แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงสิ่งที่หลายๆ คนอาจจะนึกไม่ถึงว่ามันจะนำมาติดไฟได้ และสิ่งที่เรากำลังจะได้พูดถึงกันต่อไปนี้นั้นก็คือ  น้ำแข็งติดไฟนั้นเอง ในส่วนของน้ำแข็งติดไฟนั้น มันมีชื่อที่เป็นทางการว่า Methane Clathrate หรือ Methane Hydrate

มันถือว่าเป็นน้ำแข็งชนิดหนึ่งที่สามารถเผาไหม้ได้จริง เพราะคุณสามรถใช้ไฟแช็ก หรือไม้ขีดจุดไฟ และทำให้มันลุกไหม้เหมือนกับกระดาษแผ่นหนึ่งได้ เนื่องจากว่ามันประกอบด้วยมีเทนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในระดับความลึกของมหาสมุทร รวมถึงในระดับเพอร์มาฟรอส พื้นดินที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นเวลานาน

การเกิดน้ำแข็งติดไฟนั้นเริ่มต้นจากการที่ก๊าซมีเทน ถูกบีบอัดและแช่แข็งซึ่งก๊าซมีเทนที่ถูกแช่แข็งนั้น ในไม่ช้ามันก็จะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง โดยที่นักวิทยาศาสตร์ได้มีการพิจารณาว่าน้ำแข็งติดไฟเหล่านี้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่เป็นไปได้ เนื่องจากว่ามีก๊าซมีเทนจำนวนมาก โดยที่น้ำแข็งติดไฟหนึ่งลูกบากศ์เมตรนั้น สามารถที่จะปลดปล่อยมีเทนได้มากถึง 10 ลูกบากศ์เมตรกันเลยนทีเดียว

และนอกจากนี้มันยังเป่นเชื้อเพลิงที่มีความสะอาดกว่าถ่านหินอีกด้วย น่าเสียดายที่หลายประเทศไม่สามารถที่จะแทนที่ถ่านหินด้วยน้ำแข็งติดไฟเหล่านี้ได้ เนื่องจากว่ามันเป็นการยากที่จะทำให้พวกมันแตกจากใต้น้ำ อีกทั้งมันยังไม่มีความเสถียรภาพเมื่อถูกนำขึ้นสู่พื้นผิวและมันจะยังทำให้สภาพอากาศเลวร้ายลงอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเพอร์มาฟรอสที่ปรากฏประกอบ  Methane Clathrate ละลาย และปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ 

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามันจะมีความสะอาดกว่าถ่าหินก็จริง แต่ถ้าหากเรานำมันขึ้นมาใช้ แล้วจะเป็นพิษต่อสภาพอากาศแบบนี้เราก็ควรจะเก้บมันไว้ใต้ดินต่อไป ไม่นำมันขึ้นมายังพื้นผิวโลก  ของเรา

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  สล็อตไม่ต้องโหลด

การคิดค้นเรื่องราวของน้ำ

น้ำ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมายบนโลก ของเราเป็นอย่างมาก จริงอยู่ที่ว่าร่างกายของเรานั้นต้องการอาหารเมื่อที่จะได้ดูดซึม เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่ร่างกายของเรานั้นสามารถที่จะไม่กินอาหารหนึ่งวันได้ และน้ำนั้นก็เป็นสิ่งที่จะเป็นต่อร่างกายของเราเช่นเดียวกัน      

แต่มันต่างกับอาหารตรงที่ว่าอาหารเราสามารถที่จะไม่กินมันก็ได้ในเวลาหนึ่งวัน แต่กับน้ำเราไม่สามารถ     ที่จะทำแบบนั้นได้ เพราะต่างกายของเรานั้นต้องการน้ำอยู่ตลอดเวลา เพื่อปรับสมดุลต่างๆ ให้แก่รางกาย

น้ำเป็นสิิ่งที่ทุกคนเคยได้ยิน และรู้จักกันดีอยู่แล้ว  เพราะตั้งแต่เกิดมาก็รู้จักคำว่าน้ำเลยก็ว่าได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและใช้มันทุกวันมันยังมีสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับมันซ้อนเอาไว้อยู่ เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงจะไม่รู้จัก หรือมีส่วนน้ำมากๆ ที่จะเคยได้ยินคำว่า น้ำแห้ง ในส่วนของน้ำแห้งนั้น คือสิ่งที่เราจะได้รับเมื่อเราผสมน้ำที่มีอยู่ตามธรราติเข้ากับซิลิก้า

ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ โดยที่น้ำแห้งนั้นมันจะ     มีลักษณะเหมือนกับของแข็ง  ถึงแม้ว่ามันจะเป็นน้ำถึง 95% ก็ตามที ซึ่งน้ำแห้งจะประกอบไปด้วยเม็ดแป้งที่มีลักษณะที่คล้ายกับน้ำตาล ซึ่งจริงๆ  แล้วมันก็เป็นหยดน้ำธรรมดาที่ถูกปกคลุมไปด้วยซิลิก้า และซิลิก้านั้นก็จะป้องกันหยดน้ำจากการผสมกัน และกลายไปเป็นของเหลว น้ำห้งนี้ได้รับการพัฒนาครั้งแรกในปี 1968

และได้ถูกน้ำมาใช้ในเครื่องสำอางในเวลาต่อมา  ซึ่งในไม่ช้าทุกคนก็ลืมเรื่องนี้ไป จนกระทั้งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Hull มหาวิทยาลัยจาก สหราชอาณาจักร  ก็ได้มีการคิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาอีกครั้ง  ในปี 2006  นักวิทยาศาสตร์คิดว่าน้ำแห้งนั้นสามารถที่จะใช้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ จากชั้นบรรยากาศ สิ่งนี้สามารถใช้งานได้

เนื่องจากว่าน้ำแห้งจะดูดซับเอาคาร์บอไดออกไซด์ ได้มากกว่าน้ำปกติถึง 3 เท่า และนอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้มีการพิจารณาอีกว่า  จะใช้น้ำแห้งในการจักเก็บและการค้นส่งสารเคมีที่เป็นอันตรายอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่  ก็ไม่อาจจะพูดได้เต็มปาก เพราะว่าน้ำแห้งนั้นได้มีการนำมาใช้เมื่อนานมาแล้ว

แต่มันอาจจะเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับใครหลายๆ คนที่ไม่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน และสุดท้ายนี้เรื่องราวของน้ำ  ยังมีให้เราได้ศึกษาอีกมากมาย ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา แต่ก็ใช้ว่าเราจะรู้จักมาดีแล้ว ก็เหมือนกันคนเรา  ที่มักจะกล่าวว่ารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ ซึ่งคำนี้ก็สามารถที่จะใช้ในสถานะการณ์นี้ได้เป็นอย่างดีง

 

 

สนับสนุนโดย  UFABET เว็บตรง

อุบัติเหตุที่เกิดจากเครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่

ในสมัยปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆ ล้วนพัฒนาไปไกลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จนมันทำให้เสียจากว่าเป็นผู้ที่สนใจเรานั้นสามารถที่จะออกค้นหาเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวจักรวารได้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคำว่าจักรวาร     ทุกคนจะต้องเคยได้ยิน แต่ไม่มีใครที่จะรู้จริงๆ หรอกว่ามันคืออะไรกันแน่ นอกเสียจากว่าเป็นผู้ที่สนใจ    ในเรื่องนี้อยู่แล้ว

เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ หรือเรานั้นจะเรียกย่อๆ ว่า (LHC) มันก็คือเครื่องเร่งอนุภาค    ที่ใหญ่มากที่สุดในโลกของเรา ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างอนุภาคโปรตอน 7 อิเล็กตรอนโวต์ขึ้น โดยมันเป็น   วงแหวนใต้ดินขนาดใหญ่ที่มีระบะทาง 27 กิโลเมตร โดยการใช้พลังแม่เหล็ก 9,300 หน่วยซึ่งอนุภาคจะถูกชนเข้าด้วยกัน ด้วยความเราที่สูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ 

สิ่งนี้นั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะทำให้อนุภาคชนกันได้ 600 ครั้งต่อวินาที ในรูปแบบของการรื้อทำลายในเชิงอะตอม องค์การวิจัยนิวเคลียสยุโรปหรือ (CERN) สร้างเครื่องนี้ขึ้นในบริเวณเขตแดนประเทศฝรั่งเศษ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และถึงแม้ว่ามันจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด แต่อุบัติเหตุก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ กับเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่นี้ โดยที่ใน   ปี 1978 นักวิทยาศาสตร์ชาวรัฐเซีย ได้เอาหัวของเขาไว้ในเครื่องเร่งอนุภาคเครื่องนี้ นั้นมันจะจึงทำให้เขาได้รับการถูกโจมตีจากการระเบิดขึ้น  โปรตอนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง

และถูกยิ่งด้วยอิเล็กตรอน        76 พันล้านโวต์  แต่เขาก็สามารถที่จะมีชีวิคอยู่รอดได้  เพื่อที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าแพทย์    จะไม่เชื่อว่าเขาน่าจะรอดชีวิต ในปี 2009 เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ถูกปิดตัวลง เนื่องจากว่ามันเริ่มมีความร้อนที่มากเกินไปซึ่งสาเหตุถูกพบว่าเกิดจากเศษขนมปังที่ถูกว่างไว้บนสถานีไฟฟ้าย่อย เหนือเครื่องเร่งอนุภาค

ซึ่งนักฟิสิกสืส่วนใหญ่เชื่อว่างานวิจัยเกี่ยวกับอนุภาค Higgs Boson นั้นเป็นอันตรายต่อ  จักรวาร เพราะความผิดพลาดขององค์การวิจัย  (CERN)  อาจจะทำให้โลกของเราถูกดูดกลืนด้วยหลุมดำ      ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามงานวิจัยต่างที่เกืดขึ้นนั้นล้วนมีทั้งคุณและโทษทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะสามารถ  นำประโยชน์ที่ได้มาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน และเรานั้นจะสามารถป้องกันโทษของมันที่จะตามมาได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งถ้างานวิจัยใดไม่เกิดความผิดพลาดเลยถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเอามาก แต่ถ้าหากเกิดขึ้นผิดพลาดขึ้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เรานั้นจะต้องรีบปรับปรุงและแก้ไขให้เร็วที่สุด

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ เติมเงินขั้นต่ำ 100 เดียว

ดาวหางเพอร์รีน-มากอส

วัตถุบนท้องฟ้านั้นมีมากมายหลายอย่างแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับที่อยู่บนโลกของเราคุณว่าสิ่งต่างๆ ที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้น หรือแม้แต่สิ่งก่อสร้างทที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นเป็นอะไรที่มากมายแล้วบนโลกของเรา แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่เท่ากับสิ่งที่จักรวารได้สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะให้เราได้ออกค้นหาหรือเรียนรู้เลย

สิ่งต่างๆ ที่จักรวารได้ซ้อนเอาไว้มากมายนั้น มนุษย์สามารถที่จะค้นพบ และศึกษาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะมันยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้มีการถูกค้นพบอยู่อีกมากเช่นเดียวกัน

ในวันนี้เราจะมาศึกษาเกี่ยวกับดาวหางเพอร์รีน-มากอส ดาวหางดวงนี้ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 1896  โดย Charles Dillon Perrine นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่อาศัยอยู่ในอาเจนติน่า ซึ่งในตอนนั้น Charles ไม่ทราบว่าเขาได้พบเข้ากับดาวหางดวงใหม่เข้าแล้ว ซึ่งเขานั้นได้คิดว่ามันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของดาวหาง บีล่า ที่หายไปเท่านั้น

โดยเขาได้มีการคำนวณว่าดาวหางจะกลับมาปรากฏตัวให้เราได้เห็นกันอีกครั้งในปี 1903 แต่มันก็ไม่ได้กลับมา ดาวหางเพอร์รีน-มากอส ดวงนี้นั้น ได้มีการถูกค้นพบอีกครั้งในปี 1909 แต่แล้วมันก็ได้หายไปหลังจากนั้น แลพมันก็น่าจะกลับมาในปี 1916 แต่วงโคจรของมันนั้นไกลเอามากๆ จนไม่มีใครใส่ใจที่จะมองหามัน

ซึ่งคาดว่ามันจะกลับมาอีกครั้ง ในปี 1922  และปี 1929 แต่ว่ามันก็ไม่ได้กลับมาเลยซักครั้งเดียว จนกระทั้งในที่สุดดาวหางเพอร์รีน-มากอส ก้ไม่มีการถูกตรวจพบอีกครั้ง ในวันที่ 19 ตุลาคม ในปี 1955 ซึ่งมันถูกพบโดย Antonin Mrkos นักดาราศาสตร์ชาวเช็กซึ่งเขานั้นได้คิดว่ามันเป็นดาวหางใหม่ หรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของดาวหางบีล่า  อย่างไรก็ตาม Leland Cunningham นักดาราศาตร์ชาวอเมริกัน

ได้ได้มีการคาดการณ์ตามข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ เขาพบว่ามันไม่ใช่ดาวหางใหม่ และก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของดาวหางบีล่าอีกด้วย แต่มันคือดาวหางที่ได้หายไปก่อนหน้านี้ ที่Perrine ได้มีการค้นพบ ซึ่งมันสามารถที่จะมองเห้นได้บนท้องฟ้า ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1956 นักดาราศาสตร์ได้มีการสังเกตว่าวงโคจรของดาวหางดวงนี้นั้น

ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปในเวลาที่มันถูกค้นพบโดย Mrkos นั้นเป็นเพราะว่ามันมักจะเดินทางเข้าไปใกล้กับดาวพฤหัสบดี ซึ่งหลังจากนั้นดาวหางดวงนี้ก็ได้มีการปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในปี 1961 และในปี 1968 และมันก้ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในปี 1975 ตามที่ได้มีการคาดการณ์ไว้นั้นจึงทำให้ดาวหางเพอร์รีน-มากอส ถึกประกาศว่าเป็นดาวหางที่หายไป

 

สนับสนุนโดย    เว็บพนันออนไลน์ ฟรีเครดิต

ดาวหางซีซาร์

ดาวหางซีซาร์

ดาวหางซีซาร์ ท้องฟ้าและดวงดาว เป็นอะไรที่เราเองไม่มีวันจะเอื้อมไม่ถึง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนก็ต่างรู้กันดี    แต่ถึงเราจะไม่มีโอกาสที่จะสัมผัสมันด้วยมือของตัวเอง แต่ก็ใช้ว่าเราจะไม่สามารถที่จะเข้าถึงเรื่องราวของมันได้ แน่นอนว่าคนคนหนึ่งต้องมีประวัติ  ซึ่งจะดีหรือไม่ดีนั้นก้เป็นเรื่องของบุคคลนั้นๆ เช่นเดียวกับดวงดาวต่างมันก็มีเรื่องราวที่แต่ต่างกันออกไป

โดยที่บางทีเราไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เลยว่ามันจะเป็นอย่างไร เรื่องราวของมันจะน่ากลัว หรือแต่ต่างจากคนเราอย่างไรเราไม่สามารถที่จะรับรู้ได้ถ้าว่าเราไม่ลองศึกษาเกี่ยวกับพวกมันดู ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยหากเราสนใจจริงๆ 

ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์แคระ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในระบบสุริยะของเราเช่นเดียวกับ ดาวหาง  ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความรู้จักเกี่ยวกับดาวหาง ที่มีชื่อตามชื่อเรื่องของเราเลย ดาวหางซีซาร์นี้เป็นดาวหางที่ลึกลับเอามากๆ และมันก็อาจจะเป็นดาวหางที่สว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันได้มีากรปรากฏในช่วง 43 ปี ก่อนคริสตกาล และได้มีการถูกบันทึกไว้ก่อนที่มันจะหายไป

โดยดาวหางดวงนี้ได้รับการ      ตั้งชื่อตามนายพล และรัฐบุรุษโรมันผู้โด่งดัง นั้นก็คือ Julius Caesar ซึ่งเขาได้ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15มีนาคม ในปีเดียวกัน ดาวหางซีซาร์ดวงนี้ปรากฏในเดือน กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลา 4 เดือนหลังจาก      การตายของซีซาร์ และในเวลาที่ดาวหางซีซาร์ปรากฏมันสว่างมากและมองเห็นได้ชัดเจนในระหว่างวัน      

อีกทั้งมันยังปรากฏให้ได้เห็นติดต่อกันเป็นเวลาถึง 7 วันด้วยกันก่อนที่มันจะหายไป ซึ่งผู้คนต่างอ้างว่า     ดาวหางที่ปรากฏดวงนี้คือวิณาณของ Julius Caesar และการยืนยังเหล่านี้ก็ไม่แปลกอะไร เนื่องจากว่าซีซาร์เองก็เคยอ้างว่าตัวของเขานั้นเป็นพระเจ้า และครอบครัวของเขาก็อ้างว่าพวกเขาเป็นลูกหลายของ Aeneas     

วีระบุรุษคนหนึ่งในตำนานของประก่อตั้งอาณาจักรโรมันขึ้นมา อย่างไรก็ตามช่วงเวลา 44 ปี ก่อนคริสตกาลนั้นถือว่าเป็นครั้งเดียว ที่เราได้เห็นดาวหางซีซาร์ปรากฏตัวขึ้นมา ซึ่งก็ไม่มีการตั้งข้อสังเกตว่าดาวหางดวงนี้นั้น อาจจะไม่ได้มีการโคจรรอบดวงอาทิตย์  และนั้นก็หมายความว่ามันอาจจะไม่กลับมาอีกครั้ง แต่บางคน ก็มีความคิดเห็นว่ามันอาจจะแตกสลาย และถูกแบ่งย่อยออกไปเป็นชิ้นเล็กๆ 

อย่างไรก็ตามไม่ว่าซีซาร์จะกลับมาปรากฏตัวให้เราได้เห็นอีกครั้งหรือไม่นั้น มันก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อโลกของเราอยู่แล้ว และยังมีดาวหางที่ลึกลับอีกมากมายหลายดวงที่รอให้เราได้ศึกษาอยู่อีกมากไม่ได้      มีซีซาร์เพียงดวงเดียว

 

 

สนับสนุนโดย   สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ดาวฤกษ์ที่มีความส่องสว่างมากที่สุด

Vega Star

ดาวฤกษ์ที่มีความส่องสว่างมากที่สุด สิ่งต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นรอบตัวของเรานั้น บางเรื่องเราเองสามารถที่จะทำความเข้าใจได้โดยง่ายดาย แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ยาก  เกินกว่าความสามารถของเราจริงๆ อย่างที่เขาว่ากันว่าคนเรานั้นไม่ได้  เก่งทุกด้าน มันจะต้องมีสิ่งที่ทุกคนเก่งแตกต่างกันไป แต่ไม่ใช่ว่าคุณไม่เก่งด้านนี้แต่คุณมีความสนใจก็ไม่ได้หมายความว่าคุณทำไม่ได้เพียงแตมันจะต้องใช้เวลาเพียงเท่านั้นเอง เช่น เดียวกันกับการศึกษาเรื่องราว         ที่เกิดขึ้นในจักรวาร  กว่าที่จะมีการพบสิ่งที่เกิดขึ้นนอกโลกของเรานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลายๆ คนอาจจะคิว่า นักวิทยาศาสตร์  หรือนักดาราศาสตร์นั้นงมงายกับเรื่องของสิ่งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นนอกโลกมากเกินไป แทนที่จะสนใจสิ่งที่มีอยู่ในโลกมากกว่า แต่จะบอกให้เลยว่าเป็นความคิดที่ผิดเอามาก การที่นักวิทยาศาสตร์ หรืนักดาราศาสตร์นั้น ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอวกาศนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นเอามาก เพราะมันทำให้เราได้รู้อะไรหลายๆ อย่าง อน่างเช่นในตอนนี้เราจะไปทำความรู้จักเกี่ยวกับดาวดวงหนึ่งที่มีชื่อว่า Vega Star  ดาวดวงนี้นั้นมันเป็นดาวฤกษ์ที่มีความส่องสว่างมากที่สุดในดาวพิณ มันอยู่ห่างจากโลกของเราเพียง 25 ปีแสงเพียงเท่านั้น ดาวฤกษ์ดวงนี้มีอายุ 450 ล้านปี

แต่ขนาดของมันนั้นใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 2.1 เท่า อดีตมันเคยเป็นดาวเหนือมาก่อนเมื่อราวๆ 12,000 ก่อนคริสตกาล และนอกจากนี้ยังมัการคาดการณ์อีกว่าดาวฤกษ์ที่เคยเป็นดาวเหนือมากก่อนดวงนี้นั้นมันจะกลับไปเป็น    ดาวเหนืออีกครั้ง ในปี 13,727 ก่อนหน้านี้มันยังถูกสงสัยอีกว่ามันเป็นดาวแปรแสง เนื่องจากว่าความสว่างของมันมีคาวมแปรผัน

แต่น้อยมากๆ มันหมุนรอบเร็วถึง 274 กิโลเมตรต่อวินาที ด้วยเหตุผลที่กว่าไปข้างต้นนั้นส่งผลทำให้เส้นศูนย์สูตรของมันโปร่งจากการหนีศูนย์กลางในขณะที่มันกำลังหมุน มันมีรูปร่างที่คล้ายกับรูปไข่เอามากๆ รวมถึงการผันแปรของอุณหภูมิของพื้นผิวชั้นนอกทำให้ขั่วดาวทั้งสองด้านมีอุณหภูมิสูงสุด หากสังเกตการแผ่รังสีอินฟาเรด พบว่าบริเวณโดยรอบจะเต็มไปด้วยฝุ่น

เป็นผลมาจากการชนกันระหว่างวัตถุในแผ่นฝุ่นที่โคจรรอบวัตถุ ซึ่งคาวมผิดปกตินี้คาดว่าอาจจะมีดาวเคราะห์ขนาดเกือบเท่า   ดาวพฤหัสบดีโคจรอยู่รอบๆ ก็เป็นไปได้ แล้วคุณละคิดว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ไม่ว่ามันจะคืออะไร  ก็ตามแต่ สำหรับในการศึกษาค้นพบดาวดวงนี้นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่เอามากๆ เพราะลักษณะของมันนั้นแตกต่างจากดาวดวงอื่นๆ เพราะมันมีรูปร่างที่คล้ายกับๆไข่ที่เราเคยกินกัน

 

 

สนับสนุนโดย   gclubฟรี500

KY Cygni

KY Cygni

KY Cygni แน่นอนว่าหลายๆ คนนั้นรู้กันดีอยู่แล้วว่าในระบบสุริยะ ที่โลกของเราอาศัยอยู่นี้แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระหรืออื่นๆ นั้นจะต้องอาศัยแสงที่ดวงอาทิตย์นั้นปล่อยออกมา เพราะ      ดวงอาทิตย์นั้นเป็นดาวฤกษ์เพียงดวงเดียวที่อยู่ในระบบสุริยะของเราที่มีแสงสว่างในตัวเอง

จริงอยู่ที่ว่า     ดวงอาทิตย์นั้นเป็นดาวฤกษ์เพียงดวงเดียวที่อยู่ในระบบสุริยะของเรา ไม่คุณอย่างลืมอีกว่าระบบสุริยะไม่ได้ใหญ่ที่สุดในอวกาศแห่งนี้ เพราะระบบสุริยะก็ยังเป็นเพียงระบบหนึ่งในกาแล็กซ๊่ทางช้างเผือกเพียงเท่านั้น และแน่นอนว่ากาแล็กซี่ทางช้างเผือกก็ไม่ได้ใหญ่ที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะสิ่งที่ใหญ่กว่ากาแล็กซี่ทางช้างเผือกนั้นก็คือ จักรวารที่รวมเอากาแล็กซี่มากมายเอาไว้ด้วยกัน

 

อย่างที่เรานั้นได้บอกไปข้างต้นว่าจักรวารนั้นกว้างใหญ่มาก และแน่นอนว่าถ้ามันกว้างใหญ่แบบนี้ ดวงอาทิตย์ที่เป็นดาวฤกษ์ของเรานั้นไม่ใช่ดาวฤกษ์เพียงดวงเดียว  ที่อยู่ในจักรวารนี้อย่างแน่นอน และมันก็คงจะมีมากกว่าพันดวงอีกด้วย  สำหรับในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่มีชื่อว่า KY Cygni ในส่วนของดาวฤฏษ์ดวงนี้นั้นเป็นดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่ง 

ที่จัดอยู่ในประเภทของ Red Supergiant ซึ่งในจะอยู่ในกลุ่มของดาวหงค์ สำหรับดาวฤกษ์ดวงนี้นั้นมันต้องอยู่ห่างจากโลกของเราออกไปถึง 5,000 ปีแสง ในสว่นของขนาดของมันนั้นมันมัขนาดที่ใหญ่ และมีรัศมีที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 1,420 เท่ากันเลย แล้วก็นอกจากนี้ความสว่างหรือว่าแสงสว่างที่มันได้ปล่อยออกมานั้น  

มันความสว่างที่มากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 300,000 เท่า ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อเอามากๆ และหากว่าเรานั้นมีการนำเอา       ดาวฤกษ์ดวงนี้มาวางไว้ที่จุดศูนย์กลางของระบบสุริยะที่มีโลกของเราอาศัยอยู่นั้นมันจะมีการขยายใหญ่   ผ่านวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ  ซึ่งดาวดวงนั้นก็คือดาวพฤหัสบดีนั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันคงจะย้ายตัวมาอยู่ในระบบสุริยะของเราแน่นอน

เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ โลกของเราก็ไม่รู้ว่าจะ        มีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง และสุดท้ายนี้ในส่วนของดาวฤกษืที่มีรัศมี  และความสว่างที่มากกว่าดวงอาทิตย์ของเราขนาดนี้ไม่ได้มีเพียงดวงเดียวในจักรวารที่กว้างใหญ่นี้   แน่นอน สำหรับดาวฤกษ์ดวงนี้ถือว่าเป็นอีกความภูมิใจของนักดาราศาสตร์  ที่ได้ทำการค้นพบกับดาวฤกษ์ดวงนี้ สุดท้ายนี้ไม่วาอย่างไรก็ตามเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในอวกาศมีอยู่มากมายและมันก็ยังรอที่จะให้ทุกคนออกไปศึกษาเกี่ยวกับพวกมันอยู่แน่นอน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   betufa

SN2006gy

เอสเอ็น 2006 จีวาย

SN2006gy จักรวารนั้นกว้างใหญ่กว่าที่เรานั้นได้มีการจิตนาการเอาไว้มาก  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในจักรวารแห่งนี้ มีดวงดาวมากมายเกิดขึ้้น และในขณะเดียวกันก็มีดวงดาวอีกมากมายที่มันหมดอายุขัยตามธรรมชาติ แล้วเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น ซึ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในจักรวารของเรา

หลายคนมีคำถามว่าจักรวารนั้นกว้างใหญ่แค่ไหน เราเองก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ว่ามันใหญ่แค่ไหน เพราะในปัจจุบันนี้เราเองก้ยังไม่สามารถที่จะสำรวจจักรวารได้ครบทุกส่วนเลย

หลายสิ่งหลายที่เกิดขึ้นในจักรวารแห่ง  บางอย่างเรารู้ว่ามันเกิดจากอะไรได้เพียงใช้เวลาไม่นาน แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ จนต้องใช้เวลในการทำความเข้าใจและะหาคำตอบกินเวลาที่ยาวนานกว่าที่จะได้มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาสู่สาธารณะ อย่างที่เรารู้ๆ กันดีว่าในการเกิดซูปเปอร์โนวาในแต่ละครั้งนั้นมันก็คือการจบชีวิตของดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง

เมื่อมาถึงวันที่มันหมดอายุขัยแล้ว เพื่อที่จะได้ก่อตัวเป็นดาวดวงใหม่ แต่ก็ยังไม่มีดาวดวงไหนที่ระเบิดแล้วเกิดแสงสว่างมากที่สุดเท่ากับ เอสเอ็น 2006 จีวายอีกแล้ว โดยที่มันเกิดภายในกาแล็กซี่ที่มีชื่อว่า NGC 1260 ที่ห่างจากเราออกไปถึง 250 ล้านปีการตรวจพบมีแสงกันเลยทีเดียวว่ากันว่ามันมีความรุนแรงที่มากกว่าการระเบิดของซูปเปอร์โนวาปกติถึง 100 เท่ากันเลย

นักดาราศาสตร์ที่ได้มีการค้นพบได้มีการคาดการณ์ว่า สาเหตุที่ทำให้มันเกิดการระเบิดที่รุนแรงและยิ่งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนก็เพราะว่า ดาวฤกษ์ที่ระเบิดตัวมันเองต้องมีมวลที่มากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 550 เท่าขึ้นไป ถึงแม้้ว่าจะเป็นดาวดวงแรกๆ ที่เกิดขึ้นในจักรวารแห่งนี้แต่มันก็ไม่น่าจะมีมวลสูงและทำลายตัวเองจนสะเทือนไปถึงอวกาศได้มากขนาดนี้

 แต่ก็ยังมีอีกข้อสันนิษฐานได้กล่าวไว้ว่า    มันอาจจะเป็นดาวแคระขาวที่เกิดการระเบิดท้ามกลางไฮโดรเจน จึงทำให้เกิดการระเบิดที่รุนแรงและมีแสงสว่างที่มากกว่่าปกติ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนแต่ก็ดีแล้วแหละที่อยู่ไกลโลกของเราไม่อย่างนั้น เราคงจะไม่ได้มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้แน่นอน

และมันคงงจะทำให้โลกรวมถึงดาวเคราะห์ที่อยู่ในระบบสุริยะมากมายเหลือเพียงแค่ชื่อแน่นอน อย่างไรก็ตามในการระเบิดของดาวฤกษ์ที่สิ้นอายุขัยแต่ละครั้งนั้น     มันเป็นการระเบิดที่ใหญ่เอามาก ๆ และดวงอาทิตย์ก็เป็นดาวฤกษ์ที่วันหนึ่งมันจะต้องเกิดการระเบิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี้ยงได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ได้มีการถูกกำหนดเอาไว้แล้วต่อให้มีเงินมากมมายแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะหยุดเหตุการณ์นี้ได้แน่นอน

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ