นักวิทยาศาสตร์อยากฟื้นคืนชีพสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์มากที่สุด

การที่มนุษย์เรานั้นมีความเชื่อในศาสตร์มืดที่จะขอให้สิ่งมีชีวิตฟื้นคืนชีพขึ้นมาหลังความตาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ มันก็คือความเชื่อที่ยากจะเกิดกว่าจะเข้าใจ หลายคนมองว่าการฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่งมงาย เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ที่จะปลุกให้สิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วตื่นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง

ร่วมไปถึงวิทยาศาสตร์เองที่เดิมที่ก็อธิบายว่าเรื่องการฟื้นคืนชีพนั้นไม่มีทางเป็นได้อย่างแน่นอน เพราะเซลล์และระบบการทำงานนั้นได้ตายไปแล้ว แต่หลายปีที่ผ่านนี้เองได้มีการเปิดเผยว่า ได้มีนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้เริ่มทำการทดลองฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ มันจึงเลยดูขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์เคยได้กล่าวไว้ว่า การฟื้นคืนชีพนั้นเป็นไปไม่ได้ หรือมันจะเป็นจริงเรื่องว่า ไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์มันก็อยู่ก่ำกึ่งกันอย่างนั้นแหละ ว่าด้วยเรื่องของการฟื้นคืนชีพของมนุษย์นั้นยังไม่มีการทดลองเกิดขึ้น

ในตอนนี้ทำแค่เพียงเก็บร่างของผู้ที่พึ่งเสียชีวิตชาแข็งเอาไว้ และทำการพัฒนาเซลล์และสารต่างๆเพื่อรอให้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ถึงตอนนั้นเราคงจะรู้ผลสรุปการทดลอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากมนุษย์แล้ว นักวิจัยให้สนใจในการฟื้นคืนชีพสัตว์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในยุคดึกดำบรรพ์ แต่ไม่ใช่ในไดโนเสาร์อย่างแน่นอน เพราะการฟื้นคืนชีพสัตว์นั้นจะเป็นการนำเซลล์ไปฝากไว้ในครรภ์ของสัตว์ในปัจจุบันที่มีความคล้ายกับสัตว์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีสัตว์ชนิดใดที่สายพันธุ์ลักษณะของไดโนเสาร์ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ทำการทดลองโดยฟื้นคืนชีพช้างแมมมอธ

โดยทำการสกัดเซลล์ของฟอสซิลช้างแมมมอธออกมา แล้วนำไปให้ช้าง สัตว์ที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับช้างแมมมอธมากที่สุดในปัจจุบัน โดยการให้ช้างนั้นอุ้มท้องเซลล์ของช้าแมมมอธ ซึ่งช้างสามารถอุ้มท้องได้ประมาณ 1-2 เดือน เซลล์นั้นก็ตายทันที และนอกจากนี้ไม่เพียงแค่เซลล์ที่ตายเท่านั้น

แต่ช้างที่อุ้มท้องก็ตายลงไปด้วยเช่นกัน จากการทดลองนี้ทำให้เห็นแล้วว่าสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาและมีชีวิตดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันได้ ถึงแม้ว่าจะกำเนิดขึ้นก็ไม่สามารถทนอยู่ได้เหมือนเหมือนเดิม เพราะเหตุนี้ด้วยเช่นเดียวกันที่สาเหตุทำให้สัตว์เหล่านี้ต้องสูญพันธุ์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมของโลกนั้นมีความเปลี่ยนแปลง อย่างไรแล้ว

การทดลองฟื้นคืนนี้ก็ยังไม่ได้มีการยุติไป ยังคงมีการทดลองอยู่เพื่อแสดงให้เห็นว่า วิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบนโลกนั้นก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากนำไปใช้ในทางที่ผิดมันจะก่อให้เกิดผลเสียและถือว่าเป็นการฝืนธรรมชาติของสัตว์อีกด้วย

ในอดีตดาวอังคารคือโลก และมนุษย์ก็กำเนิดที่นั้น

คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเอง หรือกับผู้อื่นหรือไม่ว่า โลกเกิดมาจากอะไร? มนุษย์เราเกิดมาจากอะไร? แน่นอนว่ามันมีคำถามในเชิงของวิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีต่างๆนอยู่แล้วมากมาย ซึ่งในหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เองก็คงจะมีบอกสินะ แต่อยากจะบอกให้ทุกคนทราบว่า ข้อมูลเหล่านั้นมีทฤษฎีแนวความคิดที่ถูกนำเสนอและมีได้รับการยอมรับในจำนวนหมู่มาก

เพราะมีหลักฐานมายืนยันได้เป็นอย่างมาก แท้จริงแล้วก็มีด้านที่ค้านเช่นเดียวกัน ไม่เพียงแค่เรื่องของการเกิดโลกหรือมนุษย์ แต่รวมไปถึงเรื่องต่างๆทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด อย่างที่ทราบกันดีว่า ศาสตร์แขนงวิทยาศาสตร์ ต้องการคำตอบที่พิสูจน์ได้ และในบางเรื่องของก็ยังคงเป็นทฤษฎีต่อไปถ้าไม่มีอะไรมาพิสูจน์เพื่อหาคำตอบ เช่นเดี๋ยวกันกับเรื่องของการเกิดโลก และการเกิดของมนุษย์ ที่บอกว่าโลกเกิดจากทฤษฎีบิ๊กแบง และมนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง ในส่วนตรงนี้นั้นก็ยังถือว่าเป็นทฤษฎีอยู่เหมือนเดิม

อย่างเรื่องของ มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง แต่ก็ไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่าก่อนที่เป็นลิงนั้นวิวัฒนาการมาจากอะไร แล้วต้นกำเนิดของมันจริงๆนั้นมาจากอะไรกันแน่ ซึ่งในบทความนี้เรามีอีกทฤษฎีมานำเสนอ เผื่อว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คุณเชื่อหรือไม่ว่าก่อนมนุษย์เราจะเดินทางมาอาศัยอยู่บนโลกนี้ มนุษย์เราเคยอาศัยอยู่ดาวอังคาร ทำไมถึงเช่นนั้น? เพราะได้มีการส่งยานอวกาศเดินทางไปยังดาวอังคาร และได้ทำการเก็บภาพถ่ายบนดาวอังคารกลับมา

สิ่งที่พบที่สำคัญเลยก็คือ พีระมิด ใช่แล้ว พีระมิดที่มีรูปทรงเหมือนในประเทศอียิปต์ เมื่อหลายๆคนได้เห็นภาพพวกนั้นแล้วก็ต่างสันนิฐานกันว่า ต้องเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวอังคาร  และสร้างอารยะธรรมทิ้งเอาไว้ ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าดาวอังคารในอดีตนั้นเหมือนกับโลกหมดทุกอย่างก่อนจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น จนในตอนนี้ดาวอังคารนั้นไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เพราะมีแค่อากาศที่เป็นพิษจนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้นั้นเอง และมีความเชื่อที่ว่ามนุษย์บนดาวอังคารในยุคนั้นมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวไกล

ที่จะสามารถสร้างยานพาหนะอพยพคนมายังดาวโลกดวงใหม่ได้ก็คือโลกปัจจุบันของเรานี้เอง ซึ่งได้ตรงกับหลักฐานพีระมิดของประเทศอียิปต์ ที่ได้มีภาพวาดบนผนัง ที่มีภาพเป็นลักษณะของยานอวกาศรูปทรงเหมือนจานคว่ำลอยอยู่บนท้องฟ้า นั้นจึงเป็นสิ่งที่หน้าสงสัยว่า ทำไมมนุษย์ยุคโบราณถึงวาดภาพเช่นนั้นออกมาถ้าหากว่าพวกเขาไม่ได้เห็นมัน ฉะนั้นแล้วทฤษฎีก็อาจจะมีโอกาสเป็นไปได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทราบอย่างแท้จริงว่ามนุษย์เกิดจาก แต่เราอาจจะทราบได้ว่ามนุษย์นั้นมาจากไหนก็ได้ และในอนาคตเองถ้าโลกของเรามีวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น เราอาจจะได้รู้คำตอบเหล่านี้ก็เป็นได้

สิ่งมีชีวิตที่จะรอด ถ้าโลกไม่มีดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก

เพราะดวงอาทิตย์ถือว่าเป็นแหล่งสรรพยากรที่มนุษย์ต้องการ และไม่ใช่แค่กับมนุษย์เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทุกประเภทที่อยู่บนโลกนี้อีกด้วย คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า ถ้าวันหนึ่งที่ดวงอาทิตย์ดับไร้แสง ไร้พลังงานความร้อนอย่างถาวรจะเป็นอย่างไร ที่แน่ๆคือโลกของเราจะมืดสนิท อุณหภูมิบนโลกจะเย็นขึ้นมากจนถึงหนาวมากกว่า -200 องศาเซลเซียส และไม่ใช่แค่สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่สิ่งมีชีวิตบนโลกจะไม่สามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป แต่จะไม่ได้ล้มตายกันไปเสียทันที มนุษย์เองก็จะสามารถอยู่ได้นานสุดเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น

เพราะการที่ดวงอาทิตย์ดับลงไปนั้น ทำให้เกิดวิกฤตในการขาดแคลนอาหาร เมื่อไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสง สิ่งที่จะผลประโยชน์จากการสังเคราะห์แสงโดยตรงอย่างพืชผัก ก็จะไม่เจริญเติบโต ล้มตาย ทำให้สัตว์สายพันธุ์ที่กินพืชเป็นอาหารล้มตายภายในเวลาต่อมา สัตว์ที่จะอยู่รอดได้นานมากขึ้นก็คือ สัตว์สายพันธุ์นักล่า กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร เพราะมันจะคอยไปกินพวกเนื้อสัตว์จากสัตว์ที่ล้มตายแล้ว ซึ่งมนุษย์ก็จัดอยู่ในสัตว์แห่งนักล่าเช่นเดียวกัน เราอาจจะอยู่นานขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ต้องล้มตายเช่นเดียวกัน

ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่จะสามารถอยู่ยืนต้นได้คงเดิม เพราะมีรากฐานที่ใหญ่และมั่นคง แต่ใบนั้นก็อย่างที่กล่าวไปว่ามันต้องการการสังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์ ฉะนั้นมันจะทำแค่เพียงยืนต้นพร้อมกับกิ่งก้านเท่านั้น แล้วจะมีสิ่งที่อยู่บนโลกนี้หรือๆไม่? มีสิ มีแน่ๆ นั้นก็คือ จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวเท่านั้นที่จะอยู่รอดบนโลกที่ไร้แสงดวงอาทิตย์ได้ เพราะได้รับความร้อนจากแกนโลก แล้วแบคทีเรียล่ะ แบคทีเรียจะอยู่รอดบนโลกเหมือนกับจุลินทรีย์หรือไม่? ในส่วนของแบคทีเรีย จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นานพอๆกับจุลินทรีย์ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องก็ต้องตายลงไป

เพราะแบคทีเรียจะมีชีวิตอยู่ได้จำเป็นต้องอาศัยน้ำในการล่อเลี้ยงเซลล์ ซึ่งมีผลมาจากการที่ดวงอาทิตย์ดับ อุณหภูมิลดลง น้ำในทะเล น้ำในมหาสมุทร และทุกพื้นที่ จะค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมด ทำให้โลกใบนี้ไม่มีน้ำเลย จึงที่มาของการที่แบคทีเรียไม่สามารถอยู่รอดได้ ต่างจากจุลินทรีย์ที่อาศัยความร้อนจากแกนโลก แต่ถึงอย่างเราพวกเรามนุษย์ยุคปัจจุบันคงไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน เป็นเพราะว่าทางนักวิทยาศาสตร์ได้มีการคำนวณออกมาแล้วว่า เหตุการณ์นี้จะเกินขึ้นในอีกหลายพันล้านปีข้างหน้า และในเวลานั้นมนุษย์เราคงจะสามารถพัฒนาด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ได้อย่างก้าวไกล และพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้เพื่อความอยู่รอดอย่างแน่นอน

แบคทีเรียบนผิวหนัง

ในการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคนต่างก็ดำเนินไปด้วยความเร่งรีบ จนอาจจะทำให้หลายๆคนไม่ทันได้สังเกตเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองกัน การที่เราออกไปใช้ชีวิตยังสถานที่ต่างๆข้างนอกบ้านอาจจะต้องพบเจอกับสิ่งต่างๆมากมายทั้งมลพิษจากสิ่งต่างๆ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่อาจจะนำมาซึ่งสาเหตุของปัญหาอันผิดปกติในร่างกายของเราทุกคนได้

และในวันนี้เราจะมาบอกเล่าถึงหนึ่งในสิ่งที่หลายๆคนควรที่จะทราบกันเอาไว้อย่างแบคทีเรียในผิวหนังนั่นเอง

          แน่นอนว่าร่างกายมนุษย์อย่างเราๆนั้นมีเกราะป้องกันอย่างผิวหนังที่ซึ่งถือว่าเป็นด่านป้องกันในด่านแรกๆเลยก็ว่าได้ที่จะคอยช่วยปกป้องตัวเราทุกๆคนให้พ้นจากความบาดเจ็บ หรืออาการป่วยไข้ต่างๆได้นั่นเอง แต่ถ้าหากจะกล่าวถึงแบคทีเรียขึ้นมาก็แน่นอนว่าหลายๆคนก็มักจะคิดกันไปในทิศทางที่ไม่ดี ไม่ปลอดภัยเอาไว้ก่อน

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับคนที่ไม่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ทราบหรือไม่ว่าในปัจจุบันนี้ยังมีแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ อีกมากมายหลายชนิดที่ทางวิทยาศาสตร์สามารถที่จะดึงเอาประสิทธิภาพของเชื้อแบคทีเรียนั้นๆออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อใช้ในการช่วยเหลือชีวิตมนุษย์อย่างการช่วยในการรักษาในด้านของสุขภาพเบื้องต้น แต่ทั้งนี้เองในการค้นคว้าเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ของทางนักวิทยาศาสตร์นั้นยังไม่ได้มีข้อมูลทางความรู้ที่เพียงพอต่อการทำการวิจัยเกี่ยวกับแบคทีเรีย และจุลินทรีย์บนผิวหนังของมนุษย์

จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาอาสาสมัครที่สนใจอยากจะร่วมทำการวิจัยเรื่องนี้เพื่อที่จะได้ให้พวกเขาทำการบริจาคตัวอย่างเพื่อเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการที่จะได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จต่อไปได้นั่นเอง โดยทางนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยนั้นจะมีการใช้เทคนิคที่เป็นวิธการทางด้านที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมนั่นก็เพื่อที่จะตรวจหาดีเอ็นเอ ที่เป็นแหล่งเชื้อพันธุ์ของเหล่าจุลินทรีย์ต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้แจกแจงแบ่งแยกชนิดและประเภทของเชื้อเหล่านี้ให้มีความถูกต้อง แม่นยำมากที่สุด

แต่ในขณะที่ทำกรวิจัยไปนั้นก็กลับต้องพบกับสิ่งที่ชวนปวดหัวเมื่อจุลินทรีย์ต่างๆเหล่านี้นั้นได้แยกกันออกมาจนมีมากมายกว่าที่ทางนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการคาดการณ์เอาไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ก่อให้ทางนักวิจัยนั้นเกิดอาการงุนงงและแปลกใจไปตามๆกัน หลังจากพบว่า ในส่วนของผิวหนังที่มีความแห้ง เช่นตรงบริเวณช่วงของปลายแขนนั้นมักจะมีแบคทีเรียอยู่กันเป็นจำนวนมากและหลากหลายชนิดที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยทางนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้ทำการอธิบายเอาไว้ให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจตรงกันว่า ในส่วนของบริเวณผิวหนังที่มีอาการแห้งของคนเรามักจะพบว่าเป็นที่เปิด สามารถที่จะสัมผัสได้กับสิ่งต่างๆรอบตัวได้ง่าย

และเร็วกว่าในส่วนอื่นๆในร่างกาย ซึ่งจากตัวอย่างที่ทางนักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตดูแบคทีเรียนั้นที่สามารถได้มาจากผิวหนังในบริเวณที่เกิดความแห้งนั้น ก็สามารถที่จะสันนิษฐานได้ว่านั่นอาจจะเป็นแบคทีเรียจำพวกหนึ่งที่เป็นแบคทีเรียชนิดชั่วคราวและอาจจะไม่ใช่ประเภทของแบคทีเรียที่จะปักหลักอยู่บริเวณของผิวหนังนั้นๆอย่างถาวร

          อย่างไรก็ตามในส่วนของทางนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยก็ได้ออกมาอธิบายให้ทราบโดยทั่วกันแล้วว่าสำหรับเรื่องนี้นั้นยังต้องทำการศึกษาข้อมูลและเรียนรู้เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจให้แน่ชัด และต้องใช้ทักษะต่างๆกันอีกมากกว่าจะได้ข้อสรุปที่มีความเกี่ยวกับเรื่องของแบคทีเรีย และจุลินทรีย์เหล่านี้ที่แน่นอนว่ามีอยู่อย่างมากมายและหลากหลายชนิดปะปนกันไป

สิ่งประดิษฐ์ต่างๆที่ยังหาคำตอบไม่ได้

ถ้าหากว่าจะให้พูดถึงเทคโนโลยีทุกคนก้อาจจะนิกถึงกับสิ่งที่ทันสมัยไฮเทคซึ่งแท้ที่จริงแล้วเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นในแต่ละยุคสมัย แต่ในบางครั้งเทคโลโลยีบางอย่างมันก็เจ๋งซะน่าเหลือเชื่อเลยจริงๆขนาดนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังหาคำบอกไม่ได้เลยว่ามันเป็นเพราะอะไรเหมือนกันแล้วคุณจะคิดว่ามันเป้นฝีมือของใครกัน

เครื่องจักรผลิตไอน้ำ

ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีหลายอย่างนำมาผลิตเป็นต้นแบบของบางอย่างในแบบส่วนของของเล่นเครื่องจักรไอน้ำนี้ก็เช่นกันซึ่งมันได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ2000ปีที่แล้วโดยนักวิศวกรและนักฟิสิกส์ชาวกรีกในศตวรรษที่1 เพื่อทดสอบผลิตเครื่องไอน้ำด้วยอุปกรณ์ทรงกลมได้ผ่านการทดลองเป็นชิ้นแรกของโลกและได้กลายเป็นเครื่องต้นแบบของเครื่องปั่นไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าให้พวกเรานั้นได้ใช้กันในปัจจุบันมันน่าทึ่งกันใช่หรือไม่ใครจะมิ่ดใช่ไหมว่าจากแค่เพียงของเล่นมันจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อมนุษยชาติขนาดนี้แต่จะว่าไปมันก็น่าแปลกที่ขอเล่นธรรมดาๆมันกับมีกลไกลที่น่าสนใจทั้งผลิตมามาในวัสดุทรงกลมเพื่อให้ไอน้ำที่ได้เกิดจากการต้มน้ำร้อนเข้าไปดันให้ทรงกลมหมุนได้

โดยอัตโนมัติแลรวมไปถึงวัสดุที่ใช้ทำให้มันนั้นทนไฟได้โดยที่มันยังคงสภาพเดินเอาไว้ซึ่งถ้าไม่ใช่นักประดิษฐ์ที่มีความสามารถจริงๆก็คงจะทำไม่ได้แบบนี้แน่นอนแต่จะมีวิธีและเทคนิคในการทำอย่างไรนั้นก็ยังคงเป็นปริศนาให้ได้คิดกันมาจนถึงทุกวันนี้

กระสวยอวกาศโท – พรัค – เคล 

ซึ่งถ้าหากว่ามันเป็นโมเดลในยุคปัจจุบันที่ได้มีเทคโนโลยีล้ำหน้าก็คงจะไม่แปลกใจอะไรแต่มันคือสิ่งประดิษฐ์เมื่อ3000ปีที่แล้วซึ่งในยุคนั้นอย่าว่าแต่กระสวยอวกาศจักรยานยังไม่มีเลยเจอของปริศนาชิ้นใหญ่ขนาดนี้เข้าไปก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้งงกันอย่างไม่น้อยแต่ที่มันน่าตกใจไปกว่านั้นก็คือเจ้ากระสวยอวกาศในยุคโบราณนี้ได้ถูกพูดถึงในพระคําภีร์บังบดอีกด้วยถึงจะมีการกล่าวถึงจริงๆ

แต่มันก็ยังน่าสงสัยอยู่ดีว่าสิ่งนี้ได้ถูกประดิษฐ์ออกมาเพื่ออะไรกันแน่แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นต้นแบบของการสร้างกระสวยอวกาศมันก็น่าจะเป็นไปได้ยากเพราะถึงแม้ในแต่เครื่องบินในยุคนั้นมันกก็ยังไม่มีเลยหรือว่ามันจะเป็นแค่การแกะสลักสวยๆเอาไว้เฉยๆแต่ก็จะมีบางคนเขาได้บอกว่ามันได้ถูกทำขึ้นมาในปัจจุบันและได้แอบอ้างว่าเป็นเครื่องวัถุโบราณต่างหากแต่ถ้าหากว่าเรื่องราวมันจะซับซ้อนกันขนาดนี้แล้วสงสัยจะต้องรอนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆได้ออกมาพิสูจน์กันแล้วล่ะ

เรื่อง “โบโอธีส”Bootes Void

เรื่อง “โบโอธีส”Bootes Void มีดังนี้

ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะของเรานั้น   คงจะหนีไม่พ้นที่จะเป็นส่งที่เราเรียกว่า ดวงอาทิตย์แน่นอน แล้วถ้าจะพูดถึงสิ่งที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์  แน่นอนว่ามันคงจะเป็นอะไรที่เดาไม่ยาก สิ่งนั้นก็คือระบบสุริยะของเรานั้นมันคือระบบที่ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเคราะห์ต่างๆ มากมายอาศัยอยู่รวมกัน แต่นี้ก็ยังไม่ใช้สิ่งที่ใหญ่ที่สุดอยู่ดี เพราะสิ่งที่ใหญ่กว่าระบบสุริยะก็ คือ กาแลกซี่ทางช้างเผือกที่เราได้ยินกันบ่อยๆ 

 คุณเคยสงสัยไหมว่าในอวกาศนั้นยังมีอะไร 

ที่เราไม่ค่อยได้ยินไหม แน่นอนว่าคำตอบสำหรับคำถาม   นี้ต้องมีแน่นอน และมีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินและไม่เคยรู้จักอีกด้วย ถ้ามีก็คงจะเป็นคนกลุ่มน้อยมากๆ ที่จะเคยได้ยิน นั้นก็คือ พื้นที่ว่าขาดยักษ์ “โบโอธีส” Bootes Void  ทรงกลมแห่งความมืดในเอกภพ ถ้าหากว่าเราจะพูดถึงหนึ่งในพื้นที่ที่น่าหลงใหลไม่แพ้กัน กับปริศนาของความลับที่ว่าภายในหลุมดำนั้นมีอะไรอยู่มีอะไรก่อนจะเกิดบิ๊กแบง หรือเลยพ้นจากขอบจักรวาลไปแล้ว  มันมีอะไรอยู่เป็นต้น แต่นอกจากนี้เรา ก็มีอีกหนึ่งพื้นที่ที่ชวนสงสัยอยู่ว่าทำไม พื้นที่แห่งนี้ถึงมีความว่างเปล่าและเป็นหลุมขนาดใหญ่ได้มากขนาดนี้ กับ“โบโอธีส” Bootes Void

 

สิ่งนี้มักเป็นที่รู้จักกันในสมญานามที่ว่าพื้นที่ว่าเปล่า 

ที่แทบจะไม่มีอะไรเลยมันคือความมหาศาลที่จะเกือบเป็นทรงกลมยักษ์ ภายในจักรวารของเรา ที่ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ตรวจพบว่าภายในโบโอธีส นั้นมันประกอบด้วยกาแลกซี่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ซึ่งความใหญ่โตของมันหากเราเดินทางด้วยความเร็วแสงจากขอบหนึ่งไปทะลุอีกด้านหนึ่ง  เราก็จะต้องใช้เวลานานถึง 330 ล้านปีเลยทีเดียว

หรือถ้าจะ พูดง่ายๆให้ใจก็คือมันมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 330 ล้านปีแสงนั้นเอง

 

ซึ่งด้วยความที่มันมีความใหญ่โตขนาดนั้น มันจึงสามารถคิดเป็น 0.27% ของเส้นผ่านศูนย์กลาง ของจักวาลของเราที่สังเกตเห็นได้เลย และพื้นที่ว่านั้นยังไม่ได้มีแค่“โบโอธีส” Bootes Void เพียงเท่านั้น แต่ในจักรวารยังมี Void ต่างๆ อีกมากมาย และVoid  ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจักวาล เราก็คือ“โบโอธีส” Bootes Void นั้นเอง โดยจุดศูนย์กลางของ Bootes Void นั้นอยู่ห่างจากโลกของเราประมาณ 700,000,000 ปีแสง ซึ่งภายในBootes Void นั้นยังมีความว่างเปล่าอย่างน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก นอกจากที่เราได้กล่าวมาแล้วนี้ถึง Bootes Void จะเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ใหญ่ แต่ภายในของมันก็ยังมีกาแลกซี่อาศัยอยู่แต่นั้นก็มีจำนวนที่น้อยมากๆ