นักวิทยาศาสตร์อยากฟื้นคืนชีพสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์มากที่สุด

การที่มนุษย์เรานั้นมีความเชื่อในศาสตร์มืดที่จะขอให้สิ่งมีชีวิตฟื้นคืนชีพขึ้นมาหลังความตาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ มันก็คือความเชื่อที่ยากจะเกิดกว่าจะเข้าใจ หลายคนมองว่าการฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่งมงาย เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ที่จะปลุกให้สิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วตื่นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง

ร่วมไปถึงวิทยาศาสตร์เองที่เดิมที่ก็อธิบายว่าเรื่องการฟื้นคืนชีพนั้นไม่มีทางเป็นได้อย่างแน่นอน เพราะเซลล์และระบบการทำงานนั้นได้ตายไปแล้ว แต่หลายปีที่ผ่านนี้เองได้มีการเปิดเผยว่า ได้มีนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้เริ่มทำการทดลองฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ มันจึงเลยดูขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์เคยได้กล่าวไว้ว่า การฟื้นคืนชีพนั้นเป็นไปไม่ได้ หรือมันจะเป็นจริงเรื่องว่า ไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์มันก็อยู่ก่ำกึ่งกันอย่างนั้นแหละ ว่าด้วยเรื่องของการฟื้นคืนชีพของมนุษย์นั้นยังไม่มีการทดลองเกิดขึ้น

ในตอนนี้ทำแค่เพียงเก็บร่างของผู้ที่พึ่งเสียชีวิตชาแข็งเอาไว้ และทำการพัฒนาเซลล์และสารต่างๆเพื่อรอให้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ถึงตอนนั้นเราคงจะรู้ผลสรุปการทดลอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากมนุษย์แล้ว นักวิจัยให้สนใจในการฟื้นคืนชีพสัตว์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในยุคดึกดำบรรพ์ แต่ไม่ใช่ในไดโนเสาร์อย่างแน่นอน เพราะการฟื้นคืนชีพสัตว์นั้นจะเป็นการนำเซลล์ไปฝากไว้ในครรภ์ของสัตว์ในปัจจุบันที่มีความคล้ายกับสัตว์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีสัตว์ชนิดใดที่สายพันธุ์ลักษณะของไดโนเสาร์ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ทำการทดลองโดยฟื้นคืนชีพช้างแมมมอธ

โดยทำการสกัดเซลล์ของฟอสซิลช้างแมมมอธออกมา แล้วนำไปให้ช้าง สัตว์ที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับช้างแมมมอธมากที่สุดในปัจจุบัน โดยการให้ช้างนั้นอุ้มท้องเซลล์ของช้าแมมมอธ ซึ่งช้างสามารถอุ้มท้องได้ประมาณ 1-2 เดือน เซลล์นั้นก็ตายทันที และนอกจากนี้ไม่เพียงแค่เซลล์ที่ตายเท่านั้น

แต่ช้างที่อุ้มท้องก็ตายลงไปด้วยเช่นกัน จากการทดลองนี้ทำให้เห็นแล้วว่าสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาและมีชีวิตดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันได้ ถึงแม้ว่าจะกำเนิดขึ้นก็ไม่สามารถทนอยู่ได้เหมือนเหมือนเดิม เพราะเหตุนี้ด้วยเช่นเดียวกันที่สาเหตุทำให้สัตว์เหล่านี้ต้องสูญพันธุ์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมของโลกนั้นมีความเปลี่ยนแปลง อย่างไรแล้ว

การทดลองฟื้นคืนนี้ก็ยังไม่ได้มีการยุติไป ยังคงมีการทดลองอยู่เพื่อแสดงให้เห็นว่า วิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบนโลกนั้นก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากนำไปใช้ในทางที่ผิดมันจะก่อให้เกิดผลเสียและถือว่าเป็นการฝืนธรรมชาติของสัตว์อีกด้วย

ในอดีตดาวอังคารคือโลก และมนุษย์ก็กำเนิดที่นั้น

คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเอง หรือกับผู้อื่นหรือไม่ว่า โลกเกิดมาจากอะไร? มนุษย์เราเกิดมาจากอะไร? แน่นอนว่ามันมีคำถามในเชิงของวิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีต่างๆนอยู่แล้วมากมาย ซึ่งในหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เองก็คงจะมีบอกสินะ แต่อยากจะบอกให้ทุกคนทราบว่า ข้อมูลเหล่านั้นมีทฤษฎีแนวความคิดที่ถูกนำเสนอและมีได้รับการยอมรับในจำนวนหมู่มาก

เพราะมีหลักฐานมายืนยันได้เป็นอย่างมาก แท้จริงแล้วก็มีด้านที่ค้านเช่นเดียวกัน ไม่เพียงแค่เรื่องของการเกิดโลกหรือมนุษย์ แต่รวมไปถึงเรื่องต่างๆทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด อย่างที่ทราบกันดีว่า ศาสตร์แขนงวิทยาศาสตร์ ต้องการคำตอบที่พิสูจน์ได้ และในบางเรื่องของก็ยังคงเป็นทฤษฎีต่อไปถ้าไม่มีอะไรมาพิสูจน์เพื่อหาคำตอบ เช่นเดี๋ยวกันกับเรื่องของการเกิดโลก และการเกิดของมนุษย์ ที่บอกว่าโลกเกิดจากทฤษฎีบิ๊กแบง และมนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง ในส่วนตรงนี้นั้นก็ยังถือว่าเป็นทฤษฎีอยู่เหมือนเดิม

อย่างเรื่องของ มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง แต่ก็ไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่าก่อนที่เป็นลิงนั้นวิวัฒนาการมาจากอะไร แล้วต้นกำเนิดของมันจริงๆนั้นมาจากอะไรกันแน่ ซึ่งในบทความนี้เรามีอีกทฤษฎีมานำเสนอ เผื่อว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คุณเชื่อหรือไม่ว่าก่อนมนุษย์เราจะเดินทางมาอาศัยอยู่บนโลกนี้ มนุษย์เราเคยอาศัยอยู่ดาวอังคาร ทำไมถึงเช่นนั้น? เพราะได้มีการส่งยานอวกาศเดินทางไปยังดาวอังคาร และได้ทำการเก็บภาพถ่ายบนดาวอังคารกลับมา

สิ่งที่พบที่สำคัญเลยก็คือ พีระมิด ใช่แล้ว พีระมิดที่มีรูปทรงเหมือนในประเทศอียิปต์ เมื่อหลายๆคนได้เห็นภาพพวกนั้นแล้วก็ต่างสันนิฐานกันว่า ต้องเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวอังคาร  และสร้างอารยะธรรมทิ้งเอาไว้ ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าดาวอังคารในอดีตนั้นเหมือนกับโลกหมดทุกอย่างก่อนจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น จนในตอนนี้ดาวอังคารนั้นไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เพราะมีแค่อากาศที่เป็นพิษจนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้นั้นเอง และมีความเชื่อที่ว่ามนุษย์บนดาวอังคารในยุคนั้นมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวไกล

ที่จะสามารถสร้างยานพาหนะอพยพคนมายังดาวโลกดวงใหม่ได้ก็คือโลกปัจจุบันของเรานี้เอง ซึ่งได้ตรงกับหลักฐานพีระมิดของประเทศอียิปต์ ที่ได้มีภาพวาดบนผนัง ที่มีภาพเป็นลักษณะของยานอวกาศรูปทรงเหมือนจานคว่ำลอยอยู่บนท้องฟ้า นั้นจึงเป็นสิ่งที่หน้าสงสัยว่า ทำไมมนุษย์ยุคโบราณถึงวาดภาพเช่นนั้นออกมาถ้าหากว่าพวกเขาไม่ได้เห็นมัน ฉะนั้นแล้วทฤษฎีก็อาจจะมีโอกาสเป็นไปได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทราบอย่างแท้จริงว่ามนุษย์เกิดจาก แต่เราอาจจะทราบได้ว่ามนุษย์นั้นมาจากไหนก็ได้ และในอนาคตเองถ้าโลกของเรามีวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น เราอาจจะได้รู้คำตอบเหล่านี้ก็เป็นได้

สิ่งมีชีวิตที่จะรอด ถ้าโลกไม่มีดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก

เพราะดวงอาทิตย์ถือว่าเป็นแหล่งสรรพยากรที่มนุษย์ต้องการ และไม่ใช่แค่กับมนุษย์เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทุกประเภทที่อยู่บนโลกนี้อีกด้วย คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า ถ้าวันหนึ่งที่ดวงอาทิตย์ดับไร้แสง ไร้พลังงานความร้อนอย่างถาวรจะเป็นอย่างไร ที่แน่ๆคือโลกของเราจะมืดสนิท อุณหภูมิบนโลกจะเย็นขึ้นมากจนถึงหนาวมากกว่า -200 องศาเซลเซียส และไม่ใช่แค่สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่สิ่งมีชีวิตบนโลกจะไม่สามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป แต่จะไม่ได้ล้มตายกันไปเสียทันที มนุษย์เองก็จะสามารถอยู่ได้นานสุดเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น

เพราะการที่ดวงอาทิตย์ดับลงไปนั้น ทำให้เกิดวิกฤตในการขาดแคลนอาหาร เมื่อไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสง สิ่งที่จะผลประโยชน์จากการสังเคราะห์แสงโดยตรงอย่างพืชผัก ก็จะไม่เจริญเติบโต ล้มตาย ทำให้สัตว์สายพันธุ์ที่กินพืชเป็นอาหารล้มตายภายในเวลาต่อมา สัตว์ที่จะอยู่รอดได้นานมากขึ้นก็คือ สัตว์สายพันธุ์นักล่า กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร เพราะมันจะคอยไปกินพวกเนื้อสัตว์จากสัตว์ที่ล้มตายแล้ว ซึ่งมนุษย์ก็จัดอยู่ในสัตว์แห่งนักล่าเช่นเดียวกัน เราอาจจะอยู่นานขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ต้องล้มตายเช่นเดียวกัน

ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่จะสามารถอยู่ยืนต้นได้คงเดิม เพราะมีรากฐานที่ใหญ่และมั่นคง แต่ใบนั้นก็อย่างที่กล่าวไปว่ามันต้องการการสังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์ ฉะนั้นมันจะทำแค่เพียงยืนต้นพร้อมกับกิ่งก้านเท่านั้น แล้วจะมีสิ่งที่อยู่บนโลกนี้หรือๆไม่? มีสิ มีแน่ๆ นั้นก็คือ จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวเท่านั้นที่จะอยู่รอดบนโลกที่ไร้แสงดวงอาทิตย์ได้ เพราะได้รับความร้อนจากแกนโลก แล้วแบคทีเรียล่ะ แบคทีเรียจะอยู่รอดบนโลกเหมือนกับจุลินทรีย์หรือไม่? ในส่วนของแบคทีเรีย จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นานพอๆกับจุลินทรีย์ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องก็ต้องตายลงไป

เพราะแบคทีเรียจะมีชีวิตอยู่ได้จำเป็นต้องอาศัยน้ำในการล่อเลี้ยงเซลล์ ซึ่งมีผลมาจากการที่ดวงอาทิตย์ดับ อุณหภูมิลดลง น้ำในทะเล น้ำในมหาสมุทร และทุกพื้นที่ จะค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมด ทำให้โลกใบนี้ไม่มีน้ำเลย จึงที่มาของการที่แบคทีเรียไม่สามารถอยู่รอดได้ ต่างจากจุลินทรีย์ที่อาศัยความร้อนจากแกนโลก แต่ถึงอย่างเราพวกเรามนุษย์ยุคปัจจุบันคงไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน เป็นเพราะว่าทางนักวิทยาศาสตร์ได้มีการคำนวณออกมาแล้วว่า เหตุการณ์นี้จะเกินขึ้นในอีกหลายพันล้านปีข้างหน้า และในเวลานั้นมนุษย์เราคงจะสามารถพัฒนาด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ได้อย่างก้าวไกล และพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้เพื่อความอยู่รอดอย่างแน่นอน

แบคทีเรียบนผิวหนัง

ในการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคนต่างก็ดำเนินไปด้วยความเร่งรีบ จนอาจจะทำให้หลายๆคนไม่ทันได้สังเกตเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองกัน การที่เราออกไปใช้ชีวิตยังสถานที่ต่างๆข้างนอกบ้านอาจจะต้องพบเจอกับสิ่งต่างๆมากมายทั้งมลพิษจากสิ่งต่างๆ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่อาจจะนำมาซึ่งสาเหตุของปัญหาอันผิดปกติในร่างกายของเราทุกคนได้

และในวันนี้เราจะมาบอกเล่าถึงหนึ่งในสิ่งที่หลายๆคนควรที่จะทราบกันเอาไว้อย่างแบคทีเรียในผิวหนังนั่นเอง

          แน่นอนว่าร่างกายมนุษย์อย่างเราๆนั้นมีเกราะป้องกันอย่างผิวหนังที่ซึ่งถือว่าเป็นด่านป้องกันในด่านแรกๆเลยก็ว่าได้ที่จะคอยช่วยปกป้องตัวเราทุกๆคนให้พ้นจากความบาดเจ็บ หรืออาการป่วยไข้ต่างๆได้นั่นเอง แต่ถ้าหากจะกล่าวถึงแบคทีเรียขึ้นมาก็แน่นอนว่าหลายๆคนก็มักจะคิดกันไปในทิศทางที่ไม่ดี ไม่ปลอดภัยเอาไว้ก่อน

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับคนที่ไม่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ทราบหรือไม่ว่าในปัจจุบันนี้ยังมีแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ อีกมากมายหลายชนิดที่ทางวิทยาศาสตร์สามารถที่จะดึงเอาประสิทธิภาพของเชื้อแบคทีเรียนั้นๆออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อใช้ในการช่วยเหลือชีวิตมนุษย์อย่างการช่วยในการรักษาในด้านของสุขภาพเบื้องต้น แต่ทั้งนี้เองในการค้นคว้าเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ของทางนักวิทยาศาสตร์นั้นยังไม่ได้มีข้อมูลทางความรู้ที่เพียงพอต่อการทำการวิจัยเกี่ยวกับแบคทีเรีย และจุลินทรีย์บนผิวหนังของมนุษย์

จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาอาสาสมัครที่สนใจอยากจะร่วมทำการวิจัยเรื่องนี้เพื่อที่จะได้ให้พวกเขาทำการบริจาคตัวอย่างเพื่อเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการที่จะได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จต่อไปได้นั่นเอง โดยทางนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยนั้นจะมีการใช้เทคนิคที่เป็นวิธการทางด้านที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมนั่นก็เพื่อที่จะตรวจหาดีเอ็นเอ ที่เป็นแหล่งเชื้อพันธุ์ของเหล่าจุลินทรีย์ต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้แจกแจงแบ่งแยกชนิดและประเภทของเชื้อเหล่านี้ให้มีความถูกต้อง แม่นยำมากที่สุด

แต่ในขณะที่ทำกรวิจัยไปนั้นก็กลับต้องพบกับสิ่งที่ชวนปวดหัวเมื่อจุลินทรีย์ต่างๆเหล่านี้นั้นได้แยกกันออกมาจนมีมากมายกว่าที่ทางนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการคาดการณ์เอาไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ก่อให้ทางนักวิจัยนั้นเกิดอาการงุนงงและแปลกใจไปตามๆกัน หลังจากพบว่า ในส่วนของผิวหนังที่มีความแห้ง เช่นตรงบริเวณช่วงของปลายแขนนั้นมักจะมีแบคทีเรียอยู่กันเป็นจำนวนมากและหลากหลายชนิดที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยทางนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้ทำการอธิบายเอาไว้ให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจตรงกันว่า ในส่วนของบริเวณผิวหนังที่มีอาการแห้งของคนเรามักจะพบว่าเป็นที่เปิด สามารถที่จะสัมผัสได้กับสิ่งต่างๆรอบตัวได้ง่าย

และเร็วกว่าในส่วนอื่นๆในร่างกาย ซึ่งจากตัวอย่างที่ทางนักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตดูแบคทีเรียนั้นที่สามารถได้มาจากผิวหนังในบริเวณที่เกิดความแห้งนั้น ก็สามารถที่จะสันนิษฐานได้ว่านั่นอาจจะเป็นแบคทีเรียจำพวกหนึ่งที่เป็นแบคทีเรียชนิดชั่วคราวและอาจจะไม่ใช่ประเภทของแบคทีเรียที่จะปักหลักอยู่บริเวณของผิวหนังนั้นๆอย่างถาวร

          อย่างไรก็ตามในส่วนของทางนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยก็ได้ออกมาอธิบายให้ทราบโดยทั่วกันแล้วว่าสำหรับเรื่องนี้นั้นยังต้องทำการศึกษาข้อมูลและเรียนรู้เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจให้แน่ชัด และต้องใช้ทักษะต่างๆกันอีกมากกว่าจะได้ข้อสรุปที่มีความเกี่ยวกับเรื่องของแบคทีเรีย และจุลินทรีย์เหล่านี้ที่แน่นอนว่ามีอยู่อย่างมากมายและหลากหลายชนิดปะปนกันไป

สิ่งประดิษฐ์ต่างๆที่ยังหาคำตอบไม่ได้

ถ้าหากว่าจะให้พูดถึงเทคโนโลยีทุกคนก้อาจจะนิกถึงกับสิ่งที่ทันสมัยไฮเทคซึ่งแท้ที่จริงแล้วเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นในแต่ละยุคสมัย แต่ในบางครั้งเทคโลโลยีบางอย่างมันก็เจ๋งซะน่าเหลือเชื่อเลยจริงๆขนาดนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังหาคำบอกไม่ได้เลยว่ามันเป็นเพราะอะไรเหมือนกันแล้วคุณจะคิดว่ามันเป้นฝีมือของใครกัน

เครื่องจักรผลิตไอน้ำ

ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีหลายอย่างนำมาผลิตเป็นต้นแบบของบางอย่างในแบบส่วนของของเล่นเครื่องจักรไอน้ำนี้ก็เช่นกันซึ่งมันได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ2000ปีที่แล้วโดยนักวิศวกรและนักฟิสิกส์ชาวกรีกในศตวรรษที่1 เพื่อทดสอบผลิตเครื่องไอน้ำด้วยอุปกรณ์ทรงกลมได้ผ่านการทดลองเป็นชิ้นแรกของโลกและได้กลายเป็นเครื่องต้นแบบของเครื่องปั่นไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าให้พวกเรานั้นได้ใช้กันในปัจจุบันมันน่าทึ่งกันใช่หรือไม่ใครจะมิ่ดใช่ไหมว่าจากแค่เพียงของเล่นมันจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อมนุษยชาติขนาดนี้แต่จะว่าไปมันก็น่าแปลกที่ขอเล่นธรรมดาๆมันกับมีกลไกลที่น่าสนใจทั้งผลิตมามาในวัสดุทรงกลมเพื่อให้ไอน้ำที่ได้เกิดจากการต้มน้ำร้อนเข้าไปดันให้ทรงกลมหมุนได้

โดยอัตโนมัติแลรวมไปถึงวัสดุที่ใช้ทำให้มันนั้นทนไฟได้โดยที่มันยังคงสภาพเดินเอาไว้ซึ่งถ้าไม่ใช่นักประดิษฐ์ที่มีความสามารถจริงๆก็คงจะทำไม่ได้แบบนี้แน่นอนแต่จะมีวิธีและเทคนิคในการทำอย่างไรนั้นก็ยังคงเป็นปริศนาให้ได้คิดกันมาจนถึงทุกวันนี้

กระสวยอวกาศโท – พรัค – เคล 

ซึ่งถ้าหากว่ามันเป็นโมเดลในยุคปัจจุบันที่ได้มีเทคโนโลยีล้ำหน้าก็คงจะไม่แปลกใจอะไรแต่มันคือสิ่งประดิษฐ์เมื่อ3000ปีที่แล้วซึ่งในยุคนั้นอย่าว่าแต่กระสวยอวกาศจักรยานยังไม่มีเลยเจอของปริศนาชิ้นใหญ่ขนาดนี้เข้าไปก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้งงกันอย่างไม่น้อยแต่ที่มันน่าตกใจไปกว่านั้นก็คือเจ้ากระสวยอวกาศในยุคโบราณนี้ได้ถูกพูดถึงในพระคําภีร์บังบดอีกด้วยถึงจะมีการกล่าวถึงจริงๆ

แต่มันก็ยังน่าสงสัยอยู่ดีว่าสิ่งนี้ได้ถูกประดิษฐ์ออกมาเพื่ออะไรกันแน่แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นต้นแบบของการสร้างกระสวยอวกาศมันก็น่าจะเป็นไปได้ยากเพราะถึงแม้ในแต่เครื่องบินในยุคนั้นมันกก็ยังไม่มีเลยหรือว่ามันจะเป็นแค่การแกะสลักสวยๆเอาไว้เฉยๆแต่ก็จะมีบางคนเขาได้บอกว่ามันได้ถูกทำขึ้นมาในปัจจุบันและได้แอบอ้างว่าเป็นเครื่องวัถุโบราณต่างหากแต่ถ้าหากว่าเรื่องราวมันจะซับซ้อนกันขนาดนี้แล้วสงสัยจะต้องรอนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆได้ออกมาพิสูจน์กันแล้วล่ะ

โพลกับความคิดเห็นเชิงวิทยาศาสตร์

มีถ้อยคำที่มักจะอ้างว่าเป็นความคิดเห็นของคนหมู่มากแล้วนะ เราทุกคนต้องทำตาม หรือ จะขัดแย้งไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ผู้เขียนซึ่งก็พอจะมีความรู้อยู่บ้างเกี่ยวกับข้อมูลทำนองนี้ ก็อยากจะให้ควากระจ่างแจ้งตามสมควรดังนี้ ทุกท่านนึกภาพตามว่า หากเราอยู่ในชุมชนที่มีความฝังใจกับกรอบแนวคิดเดิม ๆ มีความเชื่อเดิม ๆ ว่าสิ่งนี้ถูกต้อง หากจะจงรักภักดีก็ต้องแสดงออกมา ถึงแม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็ตาม สิ่งนี้ จะเรียกว่า มีความเอนเอียงต่อสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลทีถูกต้อง ฉันนั่น การสำรวจความคิดเห็นโดยใช้ โพล (Poll) จึงต้องพยายามขจัดความเอนเอียงเหล่านั่นออกไป

ในฐานะที่มีความรู้ในเรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านสถิติอยู่บ้าง

สิ่งนี้ตอบได้อย่างชัดเจนเลยว่า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วย การเก็บรวบรวม นำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลของข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ จึงไม่ค่อยจะถูกต้องนัก หากข้อมูลที่ได้มานั่น มันมีต้นตอ จากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  ตั้งแต่เริ่มต้น หากจะใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการ จะมาสรุปข้อค้นพบดังกล่าว จึงเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถนำไปอ้างอิง เป็นสารสนเทศได้จริง 

ปัจจุบันนี้มีแหล่งข่าวหรือข้อมูลประเภทนี้อยู่เป็นจำนวนมาก

ซึ่งหากไม่พินิจพิจารณาโดยใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจ ก็จะเสพข้อมูลในด้านที่ผิด และนำไปใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิที่ผิด โดยในทางศัพท์ปัจจุบันก็จะเรียกว่า ” ข่าวปลอม ” หรือศัพท์สมัยใหม่ใช้คำว่า ” Fake News ” มีหลายองค์กรที่ใช้  POLL เป็นข้ออ้างในการใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนความคิดเห็นของตนเอง โดยถึงกับจัดตั้งเป็นสถาบัน หรือ มาในนามองค์กรจัดตั้ง ใช้เครดิตชื่อสถาบันเก่าแก่ มาเป็นชื่อโพล เพื่อสนับสนุนให้ข้อมูลที่รายงานไปน่าเชื่อถือ มีการกล่าวอ้างถึงกระบวนการสุ่มตัวอย่างแบบนั่นแบบนี้

แล้วรายงานข้อมูลสนับสนุน สมมติฐาน ของตัวเองที่ตั้งไว้เป็นธง เริ่มต้นอยู่แล้ว ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ จงจดจำไว้เสมอว่า  POLL ที่เราดูหรือ จะนำมาสนับสนุนสิ่งที่เราต้องการหาคำตอบ เป็น POLL  จัดตั้ง หรือจัดทำมาเพื่อหาประโยชน์ ต่อองค์กร หรือสถาบันที่ต้องการข้อมูล สนับสนุนให้น่าเชื่อถืออย่างเดียวหรือไม่

ดังตัวอย่างที่ค่อนข้างจะชัดเจน ที่เราจะคุ้นกับการเสพข้อมูล จำพวกที่ต้องการเสนอสินค้าให้น่าเชื่อถือ ก็มีการใช้ดารา หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นตัว ผลักดันสินค้า และใช้  POLL ที่อ้างว่าใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการเก็บข้อมูล มาอ้างอิงสนับสนุน อวดอ้างสรรพคุณของสินค้า ให้น่าเชื่อถือ หรือแม้กระทั่ง POLL ทางด้านการเมือง ก็ล้วน

แต่หวังผลของกลุ่มก้อน ตัวอย่างเท่านั่น ถึงขนาดใช้กระบวนการชี้นำ ด้วยสื่อเทคโนโลยี หลาย ๆ แขนง เป็นตัวช่วย ให้ผู้คนติดตาม ดันกระแส อะไร ประมาณนั่น แต่ทั้งหมดนี้ จงเชื่อโดยการใช้เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ จึงจะเป็นข้อมูลที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้

เรื่อง “โบโอธีส”Bootes Void

เรื่อง “โบโอธีส”Bootes Void มีดังนี้

ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะของเรานั้น   คงจะหนีไม่พ้นที่จะเป็นส่งที่เราเรียกว่า ดวงอาทิตย์แน่นอน แล้วถ้าจะพูดถึงสิ่งที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์  แน่นอนว่ามันคงจะเป็นอะไรที่เดาไม่ยาก สิ่งนั้นก็คือระบบสุริยะของเรานั้นมันคือระบบที่ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเคราะห์ต่างๆ มากมายอาศัยอยู่รวมกัน แต่นี้ก็ยังไม่ใช้สิ่งที่ใหญ่ที่สุดอยู่ดี เพราะสิ่งที่ใหญ่กว่าระบบสุริยะก็ คือ กาแลกซี่ทางช้างเผือกที่เราได้ยินกันบ่อยๆ 

 คุณเคยสงสัยไหมว่าในอวกาศนั้นยังมีอะไร 

ที่เราไม่ค่อยได้ยินไหม แน่นอนว่าคำตอบสำหรับคำถาม   นี้ต้องมีแน่นอน และมีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินและไม่เคยรู้จักอีกด้วย ถ้ามีก็คงจะเป็นคนกลุ่มน้อยมากๆ ที่จะเคยได้ยิน นั้นก็คือ พื้นที่ว่าขาดยักษ์ “โบโอธีส” Bootes Void  ทรงกลมแห่งความมืดในเอกภพ ถ้าหากว่าเราจะพูดถึงหนึ่งในพื้นที่ที่น่าหลงใหลไม่แพ้กัน กับปริศนาของความลับที่ว่าภายในหลุมดำนั้นมีอะไรอยู่มีอะไรก่อนจะเกิดบิ๊กแบง หรือเลยพ้นจากขอบจักรวาลไปแล้ว  มันมีอะไรอยู่เป็นต้น แต่นอกจากนี้เรา ก็มีอีกหนึ่งพื้นที่ที่ชวนสงสัยอยู่ว่าทำไม พื้นที่แห่งนี้ถึงมีความว่างเปล่าและเป็นหลุมขนาดใหญ่ได้มากขนาดนี้ กับ“โบโอธีส” Bootes Void

 

สิ่งนี้มักเป็นที่รู้จักกันในสมญานามที่ว่าพื้นที่ว่าเปล่า 

ที่แทบจะไม่มีอะไรเลยมันคือความมหาศาลที่จะเกือบเป็นทรงกลมยักษ์ ภายในจักรวารของเรา ที่ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ตรวจพบว่าภายในโบโอธีส นั้นมันประกอบด้วยกาแลกซี่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ซึ่งความใหญ่โตของมันหากเราเดินทางด้วยความเร็วแสงจากขอบหนึ่งไปทะลุอีกด้านหนึ่ง  เราก็จะต้องใช้เวลานานถึง 330 ล้านปีเลยทีเดียว

หรือถ้าจะ พูดง่ายๆให้ใจก็คือมันมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 330 ล้านปีแสงนั้นเอง

 

ซึ่งด้วยความที่มันมีความใหญ่โตขนาดนั้น มันจึงสามารถคิดเป็น 0.27% ของเส้นผ่านศูนย์กลาง ของจักวาลของเราที่สังเกตเห็นได้เลย และพื้นที่ว่านั้นยังไม่ได้มีแค่“โบโอธีส” Bootes Void เพียงเท่านั้น แต่ในจักรวารยังมี Void ต่างๆ อีกมากมาย และVoid  ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจักวาล เราก็คือ“โบโอธีส” Bootes Void นั้นเอง โดยจุดศูนย์กลางของ Bootes Void นั้นอยู่ห่างจากโลกของเราประมาณ 700,000,000 ปีแสง ซึ่งภายในBootes Void นั้นยังมีความว่างเปล่าอย่างน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก นอกจากที่เราได้กล่าวมาแล้วนี้ถึง Bootes Void จะเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ใหญ่ แต่ภายในของมันก็ยังมีกาแลกซี่อาศัยอยู่แต่นั้นก็มีจำนวนที่น้อยมากๆ

วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

มนุษย์ต่างดาว คือ มนุษย์โลก

คุณเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือไม่? ฟังแล้วมันอาจจะดูแปลกไปหน่อย เรื่องนี้มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ โดยคนที่เชื่อนั้นให้เหตุผลที่ว่าเพราะพวกเขานั้นไม่เคยเห็น เรื่องแบบนี้จะต้องผ่านการพิสูจน์ก่อนว่ามีอยู่จริง พวกเขาถึงจะเชื่อ แต่ในกลุ่มของคนที่เชื่อนั้น ให้เหตุผลโดยการใช้หลักของวิทยาศาสตร์เข้ามาอ้างอิงเหมือนกันโดยมีความเชื่อที่ว่าในจักรวาลที่ระยะทางเป็นอนันต์แห่งนี้ ที่มีดวงดาวหลากหลายล้านล้านดวง

เราไม่อาจล้วงรู้ได้หรอกว่าสุดทางของจักรวาลนี้คือที่ใด และเชื่อว่าไม่ได้มีแค่ดาวโลกดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้นที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ มันจะต้องมีดวงดาวที่มีสิ่งชีวิตอาศัยอยู่ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะแตกต่างกับโลกแต่ก็เชื่อว่ามันต้องมีอยู่แน่ๆ แต่ก็มีแนวคิดออกมาโต้แย้งมากหลากหลายประการว่า แท้จริงแล้วนั้นสิ่งที่เราเห็นนั้นไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่มาจากโลกอื่น

 

แต่เป็นมนุษย์เราเองที่มาจากอนาคต

เพราะในปัจจุบันนี้โลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งทางเทคโนโลยี และทางธรรมชาติ มนุษย์จะต้องเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ก็เปรียบเสมือนกับสัตว์บางประเภทที่ถูกอ้างว่า มันคือสัตว์เมื่อหลายล้านปีก่อน อันที่จริงแล้วมันไม่ได้สูญพันธุ์หรือหายตายจากโลกนี้ไป แต่เพราะยุคสมัยเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลกทางธรรมชาติ ทำให้มันต้องวิวัฒนาการตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติจนทำให้รูปร่าง หรือลักษณะที่แตกต่างจากเมื่อก่อน เฉกเช่นเดียวกันกับมนุษย์ที่มีการพูดถึงว่ามนุษย์เรานั้นก็จะมีการวิวัฒนาการ ที่จะมีลักษณะรูปร่างหน้าแต่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป

ระบบการทำงานในร่างกาย อวัยวะในร่างกาย

ก็จะเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ จนในที่สุดแล้วก็กลายเป็นรูปร่างที่หลายคนบอกว่ามันคือมนุษย์ต่างดาว มีความเชื่อที่ว่าในอนาคตมนุษย์เรานั้นแหละที่จะสามารถสร้างจานบินเหล่านั้นขึ้น เพื่อเป็นไทม์แมชชีตเดินทางย้อนเวลามากลับยังอดีต นั้นคือช่วงเวลาในตอนนี้นี่เอง เพื่อต้องการศึกษาปัญหาในอดีตย้อนหลังว่าแท้จริงแล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่แนวคิดเหล่านี้ฟังดูแล้วมันดูเหลือเชื่อมากเกินไป เลยมีคนบอกว่าที่จริงแล้วมนุษย์ต่างดาว คือ มนุษย์เราในอดีตที่มีวิวัฒนาการมาแต่ช้านานแล้ว

ซึ่งพวกเขาได้อาศัยอยู่ในที่ที่เราไม่สามารถไปถึงอาจจะได้ใต้แผ่นดิน ใต้มหาสมุทร หรืออาจจะต้องอพยพไปอยู่ต่างดาวเพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนโลก

และพยายามกลับมาดูโลกอีกครั้งว่าเป็นอย่างไรบ้าง แนวคิดทั้งสองอย่างนี้เลยพยายามบอกว่ามนุษย์ต่างดาว ก็คือ มนุษย์เราเองนี่แหละ ที่กระจัดกระจายออกไปพัฒนาตัวเอง และในคนบางกลุ่มก็สามารถที่จะพัฒนาตัวเองไปได้ไกลมากจนสามารถออกไปอยู่ดาวดวงอื่นได้ และกลับมายังโลกอีกครั้ง แต่กลับถูกมองว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว ซึ่งแท้จริงแล้วอาจจะคือมนุษย์เหมือนเรามาแต่เดิมอยู่แล้วนั้นเอง

ถ้ามนุษย์สูญพันธุ์ อะไรจะเหลือรอดอยู่บนโลก

จากการสันนิฐานต่างๆทางวิทยาศาสตร์ได้พบว่า โลกนั้นกำเนิดขึ้นมานานมากกว่า 4 พันล้านปี

แต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่ามนุษย์เรานั้นเกิดขึ้นมานานแค่ไหน หรือเกิดขึ้นมาจากอะไร แต่แน่นอนว่าในช่วงหลายล้านปีที่แล้วนั้นได้มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะค้นพบซากกระดูกของไดโนเสาร์ในหลายพื้นที่ทั่วโลกและสัตว์ชนิดอื่นๆที่มีชีวิตอยู่ในยุคสมัยนั้น โดยทำการตรวจสอบของอายุพวกมัน พบว่าสิ่งมีชีวิตพวกนี้นั้นมีอยู่และได้สูญพันธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่บางคนก็ได้บอกว่าที่จริงแล้วนั้นสิ่งมีชีวิตในยุคสมัยนั้นยังไม่ได้สูญพันธุ์หายไปไหนในโลกปัจจุบันทั้งหมด เพียงแต่ว่ามันวิวัฒนการให้ลักษณะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติที่เปลี่ยนไป อย่างเช่น ยีราฟ ที่มีการสันนิฐานว่า แต่เดิมแล้วยีราฟเป็นสัตว์ที่มีคอสั้น คล้ายๆกับม้า เนื่องจากในยุคนั้นต้นไม้ยังไม่ได้สูงมาก แต่ด้วยความที่ธรรมชาติกำลังจะเปลี่ยนแปลงต้นไม้ได้เริ่มเติบใหญ่และสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยีราฟต้องคอยยืดคอไปกินใบไม้ ทำให้กรรมพันธุ์ตกยังรุ่นสู่รุ่นจนได้เห็นยีราฟในแบบปัจจุบัน

สิ่งเหล่านี้ยังเป็นปัญหาตามถึงปัจจุบัน

เพราะสัตว์ที่เราเห็นในตอนนี้ก็กำลังจะสูญพันธ์หายไปจากโลกนี้แล้วเช่นเดียวด้วยภัยทางธรรมชาติ และเพราะฝีมือมนุษย์ จนเกิดคำถามว่า แล้วมนุษย์เราล่ะ จะมีวันสูญพันธุ์เหมือนกับสัตว์หรือไม่? มนุษย์เรานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารบนโลกใบนี้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายและสมองแตกต่างจากสัตว์ ทำให้เรานั้นสามารถสร้างและพัฒนาสิ่งต่างๆให้ดำรงชีวิตอยู่ได้แข็งแกร่งมากกว่าสัตว์ แล้วเราจะมีวันสูญพันธ์หรือไม่นั้นนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Aashus จากประเทศเดนมาร์ก ได้ค้นหาคำตอบจากการสำรวจและการวิเคราะห์หลักฐานที่อ้างอิงถึงสิ่งมีชีวิตที่ได้สูญพันธุ์ในยุคน้ำแข็ง

โดยใช้แนวคิดจากการที่โลกไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่แต่แรก และทำการประเมินของสิ่งมีชีวิตในยุคนั้น กับภูมิศาสตร์ในปัจจุบันเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงได้คำตอบว่า หากว่าโลกนี้ไม่มีมนุษย์เลยในแถบพื้นที่ยุโรปจะเต็มไปด้วยสัตว์อย่าง หมาป่า หมี ช้าง และแรด ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลายที่ใกล้สูญพันธุ์จะมีการปรับตัว หรือขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น

เมื่อพวกมันนั้นรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะสูญพันธุ์ จึงทำให้สัตว์เหล่านี้ที่ได้กล่าวไปข้างต้นจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่คลองโลกแทนมนุษย์ แต่หลักการทั้งหมดนี้ไม่ได้นำเรื่องการก่อสร้าง การบุกรุกป่าในปัจจุบันเข้ามาทำการคำนวณด้วย รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี ขยะที่เกิดขึ้น เพราะสัตว์เหล่านั้นไม่สามารถทำการแยกขยะหรือทำการย่อยสลายได้ด้วยความรู้มี ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของพวกมันโดยตรง ทำให้พวกมันไม่สามารถขึ้นมาแทนมนุษย์ได้

ท้ายที่สุดแล้วถ้าหากว่ามนุษย์จะต้องหายไปจากโลกนี้

แต่คนที่สร้างปัญหาหลักรองจากธรรมชาติก็คือมนุษย์เช่นเดียวกัน พวกเราก็คือคนที่ทำให้โลกแตกสลายจนไม่มีสิ่งชีวิตชนิดใดอยู่รอดบนโลกใบนี้เลยก็เป็นได้ ในปัจจุบันมนุษย์เองนั้นก็ต้องพบเจอกับปัญหาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ต้องสูญพันธุ์มีหลายรูปแบบเช่น ภูเขาไฟระเบิดอย่างรุนแรงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุคของไดโนเสาร์ แผ่นทรุดตัวลงจนระดับสูงกว่าทำให้น้ำท่วมโลก อุกกาบาตพุ่งชนโลก หรือเกิดซุปเปอร์โนวาที่ทำให้ดาวเคราะห์หลายดวงดับสลายไปรวมถึงดาวโลกที่เรากำลังอาศัยอยู่ได้ด้วยเช่นกัน

ความลับของจักรวาลที่น่าสนใจ

 

จักรวาลมีความกว้างใหญ่ไพศาล ใครก็ต่างบอกว่าจักรวาลนั้นมีความสิ้นสด เราคือมนุษย์ที่อาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเล็กๆที่อาศัยอยู่ในจักรแห่งนี้ นั้นทำให้เราไม่สามารถรับรู้ถึงความเป็นอยู่ของด้านนอกของโลกกันเลย แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและความเจริญก้าวหน้า มนุษย์เรานั้นมีการศึกษาจักรวาลที่เรากำลังอาศัยอยู่ให้มากขึ้น จนทำให้เราชาวมนุษย์ได้เรียนรู้สิ่งที่คิดว่าเป็นไม่ได้ที่เราจะออกไปยังนอกโลก

 

แต่ในตอนนี้เราสามารถทำได้แล้ว และไปดูกันเลยว่าความลับของจักรวาลมีอะไรบ้าง

1.มนุษย์เรานั้นสามารถมองเห็นกาแล็คซี่แอนโดรเมด้า ที่อยู่ห่างไกลจากโลกถึง 2.2.ล้านปีแสง ได้ด้วยตาเปล่า

2.แกนกลางของดาวดวงหนึ่ง มีอุณหภูมิที่สูงมากถึง 16 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งเป็นความร้อนที่สามารถทำลายมนุษย์ที่อยู่ห่างถึง 150 กิโลเมตรได้อย่างง่ายได้

3.ดวงอาทิตย์ที่เราเห็นในชีวิตประจำวันมีสัดส่วนเท่ากับ 99.86% เมื่อเปรียบเทียบกับมวลทั้งหมดในระบบสุริยะจักรวาล

4.จุดสีแดงขนาดใหญ่มีความกว้างถึง 4 หมื่นกิโลเมตรของดาวพฤหัส นั้นคือพายุที่ไม่หยุดหมุนมานานเป็นระยะเวลาที่มากกว่า 200 ปี วัดตามขนาดแล้วสามารถนำโลกของเรายัดลงไปในจุดสีแดงนั้นได้ถึง 3 ใบเลยทีเดียว

5.ดวงจันทร์เป็นดาวที่ไม่มีชั้นบรรยากาศ ครั้งเมื่อทางนาซ่าของสหรัฐอเมริกาได้ส่งนักบินไปพร้อมกับยานอพอลโล่11 เมื่อปีค.ศ.1969 รอยเท้าที่เหล่านักบินได้ลงไปเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ยังคงปรากฏอยู่มาถึงปัจจุบัน

6.ภูเขาโอลิมปัสที่อยู่บนดาวอังคาร คือ ภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล ซึ่งมีความสูง 21 กิโลเมตร ความกว้าง 60 กิโลเมตร หากให้เปรียบเทียบขนาดคงจะใกล้เคียงกับขนาดของประเทศไอแลนด์

7.มนุษย์ที่ได้ออกไปยังนอกโลกไม่ได้แปลว่าทุกคนจะได้กลับมาอย่างปลอดภัย แน่นอนว่ามีมนุษย์เสียชีวิตอยู่นอกโลกเช่นเดียวกัน แต่มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ชีวิตอยู่นอกชั้นบรรยากาศของโลกเรา

8.ความใหญ่ของดาวพฤหัสคิดเป็น 2 เท่าครึ่งของดวงดาวทั้งหมดที่อยู่ในระบบสุริยะ

9.โฟรตรอน มีการเดินทางจากแกนกลางมายังบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์โดยใช้เวลาประมาณ 170,000 ปี แต่ใช้เวลาเพียงแค่ 8 นาทีเท่านั้นที่เดินทางมายังโลก

10.เราก็ต่างเห็นดวงจันทร์ในยามกลางคืนเพียงแค่ 1 ดวงเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วโลกเรามีดวงจันทร์อีก 1 ดวงที่มีชื่อว่า ครุธนี เป็นบริวารเสมือน ที่มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ร่วมกับโลก

11.นักวิทยาศาสตร์เพิ่งได้ค้นพบ ดาวเคราะห์ที่หายสาบสูญไปถึง 21 ปี ในแสงของซุปเปอร์โนวา และใน 20 ปีให้หลังมานี้ได้ค้นพบดวงดาวมากกว่า 2,000 ดวง

12.ดวงอาทิตย์มีขนาดที่ใหญ่กว่าโลกถึง 300,000 เท่า อุณหภูมิของพื้นผิวบนดวงอาทิตย์นั้นคือ 5,504 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิที่แกนสูงมากถึง 13,611,093 องศาเซลเซียส