การคิดค้นเรื่องราวของน้ำ

น้ำ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมายบนโลก ของเราเป็นอย่างมาก จริงอยู่ที่ว่าร่างกายของเรานั้นต้องการอาหารเมื่อที่จะได้ดูดซึม เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่ร่างกายของเรานั้นสามารถที่จะไม่กินอาหารหนึ่งวันได้ และน้ำนั้นก็เป็นสิ่งที่จะเป็นต่อร่างกายของเราเช่นเดียวกัน      

แต่มันต่างกับอาหารตรงที่ว่าอาหารเราสามารถที่จะไม่กินมันก็ได้ในเวลาหนึ่งวัน แต่กับน้ำเราไม่สามารถ     ที่จะทำแบบนั้นได้ เพราะต่างกายของเรานั้นต้องการน้ำอยู่ตลอดเวลา เพื่อปรับสมดุลต่างๆ ให้แก่รางกาย

น้ำเป็นสิิ่งที่ทุกคนเคยได้ยิน และรู้จักกันดีอยู่แล้ว  เพราะตั้งแต่เกิดมาก็รู้จักคำว่าน้ำเลยก็ว่าได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและใช้มันทุกวันมันยังมีสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับมันซ้อนเอาไว้อยู่ เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงจะไม่รู้จัก หรือมีส่วนน้ำมากๆ ที่จะเคยได้ยินคำว่า น้ำแห้ง ในส่วนของน้ำแห้งนั้น คือสิ่งที่เราจะได้รับเมื่อเราผสมน้ำที่มีอยู่ตามธรราติเข้ากับซิลิก้า

ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ โดยที่น้ำแห้งนั้นมันจะ     มีลักษณะเหมือนกับของแข็ง  ถึงแม้ว่ามันจะเป็นน้ำถึง 95% ก็ตามที ซึ่งน้ำแห้งจะประกอบไปด้วยเม็ดแป้งที่มีลักษณะที่คล้ายกับน้ำตาล ซึ่งจริงๆ  แล้วมันก็เป็นหยดน้ำธรรมดาที่ถูกปกคลุมไปด้วยซิลิก้า และซิลิก้านั้นก็จะป้องกันหยดน้ำจากการผสมกัน และกลายไปเป็นของเหลว น้ำห้งนี้ได้รับการพัฒนาครั้งแรกในปี 1968

และได้ถูกน้ำมาใช้ในเครื่องสำอางในเวลาต่อมา  ซึ่งในไม่ช้าทุกคนก็ลืมเรื่องนี้ไป จนกระทั้งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Hull มหาวิทยาลัยจาก สหราชอาณาจักร  ก็ได้มีการคิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาอีกครั้ง  ในปี 2006  นักวิทยาศาสตร์คิดว่าน้ำแห้งนั้นสามารถที่จะใช้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ จากชั้นบรรยากาศ สิ่งนี้สามารถใช้งานได้

เนื่องจากว่าน้ำแห้งจะดูดซับเอาคาร์บอไดออกไซด์ ได้มากกว่าน้ำปกติถึง 3 เท่า และนอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้มีการพิจารณาอีกว่า  จะใช้น้ำแห้งในการจักเก็บและการค้นส่งสารเคมีที่เป็นอันตรายอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่  ก็ไม่อาจจะพูดได้เต็มปาก เพราะว่าน้ำแห้งนั้นได้มีการนำมาใช้เมื่อนานมาแล้ว

แต่มันอาจจะเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับใครหลายๆ คนที่ไม่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน และสุดท้ายนี้เรื่องราวของน้ำ  ยังมีให้เราได้ศึกษาอีกมากมาย ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา แต่ก็ใช้ว่าเราจะรู้จักมาดีแล้ว ก็เหมือนกันคนเรา  ที่มักจะกล่าวว่ารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ ซึ่งคำนี้ก็สามารถที่จะใช้ในสถานะการณ์นี้ได้เป็นอย่างดีง

 

 

สนับสนุนโดย  UFABET เว็บตรง

อุบัติเหตุที่เกิดจากเครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่

ในสมัยปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆ ล้วนพัฒนาไปไกลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จนมันทำให้เสียจากว่าเป็นผู้ที่สนใจเรานั้นสามารถที่จะออกค้นหาเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวจักรวารได้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคำว่าจักรวาร     ทุกคนจะต้องเคยได้ยิน แต่ไม่มีใครที่จะรู้จริงๆ หรอกว่ามันคืออะไรกันแน่ นอกเสียจากว่าเป็นผู้ที่สนใจ    ในเรื่องนี้อยู่แล้ว

เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ หรือเรานั้นจะเรียกย่อๆ ว่า (LHC) มันก็คือเครื่องเร่งอนุภาค    ที่ใหญ่มากที่สุดในโลกของเรา ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างอนุภาคโปรตอน 7 อิเล็กตรอนโวต์ขึ้น โดยมันเป็น   วงแหวนใต้ดินขนาดใหญ่ที่มีระบะทาง 27 กิโลเมตร โดยการใช้พลังแม่เหล็ก 9,300 หน่วยซึ่งอนุภาคจะถูกชนเข้าด้วยกัน ด้วยความเราที่สูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ 

สิ่งนี้นั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะทำให้อนุภาคชนกันได้ 600 ครั้งต่อวินาที ในรูปแบบของการรื้อทำลายในเชิงอะตอม องค์การวิจัยนิวเคลียสยุโรปหรือ (CERN) สร้างเครื่องนี้ขึ้นในบริเวณเขตแดนประเทศฝรั่งเศษ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และถึงแม้ว่ามันจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด แต่อุบัติเหตุก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ กับเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่นี้ โดยที่ใน   ปี 1978 นักวิทยาศาสตร์ชาวรัฐเซีย ได้เอาหัวของเขาไว้ในเครื่องเร่งอนุภาคเครื่องนี้ นั้นมันจะจึงทำให้เขาได้รับการถูกโจมตีจากการระเบิดขึ้น  โปรตอนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง

และถูกยิ่งด้วยอิเล็กตรอน        76 พันล้านโวต์  แต่เขาก็สามารถที่จะมีชีวิคอยู่รอดได้  เพื่อที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าแพทย์    จะไม่เชื่อว่าเขาน่าจะรอดชีวิต ในปี 2009 เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ถูกปิดตัวลง เนื่องจากว่ามันเริ่มมีความร้อนที่มากเกินไปซึ่งสาเหตุถูกพบว่าเกิดจากเศษขนมปังที่ถูกว่างไว้บนสถานีไฟฟ้าย่อย เหนือเครื่องเร่งอนุภาค

ซึ่งนักฟิสิกสืส่วนใหญ่เชื่อว่างานวิจัยเกี่ยวกับอนุภาค Higgs Boson นั้นเป็นอันตรายต่อ  จักรวาร เพราะความผิดพลาดขององค์การวิจัย  (CERN)  อาจจะทำให้โลกของเราถูกดูดกลืนด้วยหลุมดำ      ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามงานวิจัยต่างที่เกืดขึ้นนั้นล้วนมีทั้งคุณและโทษทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะสามารถ  นำประโยชน์ที่ได้มาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน และเรานั้นจะสามารถป้องกันโทษของมันที่จะตามมาได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งถ้างานวิจัยใดไม่เกิดความผิดพลาดเลยถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเอามาก แต่ถ้าหากเกิดขึ้นผิดพลาดขึ้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เรานั้นจะต้องรีบปรับปรุงและแก้ไขให้เร็วที่สุด

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ เติมเงินขั้นต่ำ 100 เดียว

ดาวหางเพอร์รีน-มากอส

วัตถุบนท้องฟ้านั้นมีมากมายหลายอย่างแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับที่อยู่บนโลกของเราคุณว่าสิ่งต่างๆ ที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้น หรือแม้แต่สิ่งก่อสร้างทที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นเป็นอะไรที่มากมายแล้วบนโลกของเรา แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่เท่ากับสิ่งที่จักรวารได้สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะให้เราได้ออกค้นหาหรือเรียนรู้เลย

สิ่งต่างๆ ที่จักรวารได้ซ้อนเอาไว้มากมายนั้น มนุษย์สามารถที่จะค้นพบ และศึกษาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะมันยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้มีการถูกค้นพบอยู่อีกมากเช่นเดียวกัน

ในวันนี้เราจะมาศึกษาเกี่ยวกับดาวหางเพอร์รีน-มากอส ดาวหางดวงนี้ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 1896  โดย Charles Dillon Perrine นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่อาศัยอยู่ในอาเจนติน่า ซึ่งในตอนนั้น Charles ไม่ทราบว่าเขาได้พบเข้ากับดาวหางดวงใหม่เข้าแล้ว ซึ่งเขานั้นได้คิดว่ามันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของดาวหาง บีล่า ที่หายไปเท่านั้น

โดยเขาได้มีการคำนวณว่าดาวหางจะกลับมาปรากฏตัวให้เราได้เห็นกันอีกครั้งในปี 1903 แต่มันก็ไม่ได้กลับมา ดาวหางเพอร์รีน-มากอส ดวงนี้นั้น ได้มีการถูกค้นพบอีกครั้งในปี 1909 แต่แล้วมันก็ได้หายไปหลังจากนั้น แลพมันก็น่าจะกลับมาในปี 1916 แต่วงโคจรของมันนั้นไกลเอามากๆ จนไม่มีใครใส่ใจที่จะมองหามัน

ซึ่งคาดว่ามันจะกลับมาอีกครั้ง ในปี 1922  และปี 1929 แต่ว่ามันก็ไม่ได้กลับมาเลยซักครั้งเดียว จนกระทั้งในที่สุดดาวหางเพอร์รีน-มากอส ก้ไม่มีการถูกตรวจพบอีกครั้ง ในวันที่ 19 ตุลาคม ในปี 1955 ซึ่งมันถูกพบโดย Antonin Mrkos นักดาราศาสตร์ชาวเช็กซึ่งเขานั้นได้คิดว่ามันเป็นดาวหางใหม่ หรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของดาวหางบีล่า  อย่างไรก็ตาม Leland Cunningham นักดาราศาตร์ชาวอเมริกัน

ได้ได้มีการคาดการณ์ตามข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ เขาพบว่ามันไม่ใช่ดาวหางใหม่ และก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของดาวหางบีล่าอีกด้วย แต่มันคือดาวหางที่ได้หายไปก่อนหน้านี้ ที่Perrine ได้มีการค้นพบ ซึ่งมันสามารถที่จะมองเห้นได้บนท้องฟ้า ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1956 นักดาราศาสตร์ได้มีการสังเกตว่าวงโคจรของดาวหางดวงนี้นั้น

ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปในเวลาที่มันถูกค้นพบโดย Mrkos นั้นเป็นเพราะว่ามันมักจะเดินทางเข้าไปใกล้กับดาวพฤหัสบดี ซึ่งหลังจากนั้นดาวหางดวงนี้ก็ได้มีการปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในปี 1961 และในปี 1968 และมันก้ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในปี 1975 ตามที่ได้มีการคาดการณ์ไว้นั้นจึงทำให้ดาวหางเพอร์รีน-มากอส ถึกประกาศว่าเป็นดาวหางที่หายไป

 

สนับสนุนโดย    เว็บพนันออนไลน์ ฟรีเครดิต