มนุษย์ดาวโลกดวงอื่น

มนุษย์ดาวโลกดวงอื่น

มนุษย์ดาวโลกดวงอื่น คุณเคยเห็นมนุษย์ต่างดาวหรือไม่? หรือ คุณเชื่อในเรื่องของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่? มนุษย์ต่างดาวที่ถูกกล่าวถึงนี้หลายคนมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เดินทางมาจากนอกโลกของเรา ซึ่งก็คือดาวดวงอื่นๆที่อยู่ในจักรวาลเดียวกันแห่งนี้ แต่จะเป็นไปได้จริงหรือว่าในจักรวาลของเรานั้นมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอาศัยอยู่อีก โดยคำถามเหล่านี้แม้นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถที่จะค้นหาคำตอบได้ เพราะอย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า จักรวาลนั้นมีขนาดที่ยิ่งใหญ่ไพศาล มีระยะทางที่ไม่สิ้นสุด ถึงแม้จะมีการออกสำรวจนอกโลก แต่ถ้าหากเทียบกับขนาดของจักรวาลแล้วการสำรวจแทบเป็นเพียงจุดเล็กของพื้นที่จักรวาลทั้งหมดเลยก็ว่าได้

แต่ถึงอย่างไรนั้นก็มีความเชื่อที่ว่าไม่ใช่แค่โลกเราที่มีสิ่งมีชีวิตเพียงของดวงเดียว เหตุการณ์บิ๊กแบงที่เกิดขึ้นโดยการละเมิดในจักรวาลได้ทำให้ชิ้นส่วนต่างๆระเบิดกระเด็นออกไปต่างทิศต่างทางกัน และเป็นไปได้ว่าน่าจะมีชิ้นส่วนที่ลักษณะคล้ายโลกถูกเหวี่ยงออกไปในทิศทางที่ไกลหลากหลายส่วน นั้นก็แปลว่า อาจจะมีความเป็นไปได้มากเช่นกันเรื่องที่ว่า จะมีดาวโลกใบอื่นๆ

ที่เหมือนกับดาวโลกของเรา และอาจจะมีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ได้เช่นเดียวกันเกิดขึ้นบนดาวโลกนั้น ซึ่งมีหลากหลายหลักฐานทั้งเป็นภาพถ่ายและการบันทึกภาพเคลื่อนไหว การพบเจอมนุษย์ต่างดาว ถึงแม้ว่าจะมีการตรวจสอบแล้วว่าบางหลักฐานนั้นถูกปลอมขึ้นมา ทำการจัดฉาก ทำการตัดต่อภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

และในบางหลักฐานเองก็ตรวจสอบแล้วพบว่ามันคือภาพจริง ที่ไม่ผ่านกระบวนการตกแต่งภาพโดยใช้โปรแกรมได้ช่วยเลย ซึ่งถือว่าเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมาเยือนโลกจริงๆ แต่ก็แปลกนะว่าไหม เพราะเหตุใดพวกเขาเหล่านั้นถึงสามารถที่จะเดินทางมายังโลกของเราได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์ ต่างก็ได้ทำการค้นหาระยะทางต่างๆของจักรวาลแล้ว การที่เราจะสามารถเดินทางอยู่บนอวกาศได้เร็วเท่าความไวแสง และมีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะอาศัยอยู่บนอวกาศนั้นต้องมาก

และถ้าหากมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นมีจริง นั้นหมายความว่าเทคโนโลยีของดาวโลกพวกเขาจะต้องล้ำและมีความเจริญก้าวหน้ากว่าของโลกเราหลายเท่าเลยก็อาจจะเป็นไปได้ และทั้งหมดนี้ก็เพียงทฤษฏีและแนวคิดที่สันนิฐานเอาไว้เท่านั้น อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าเรื่องนี้ยังเป็นที่พิสูจน์แน่ชัดไม่ได้ว่า จะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอยู่ในจักรวาลแห่งนี้อีกหรือไม่

หรือจะมีเพียงแค่โลกเราเพียงแค่โลกเดียวที่มีสิ่งชีวิตอยู่ หากในอนาคตถ้ามนุษย์เราสามารถสร้างที่จะสามารถเดินทางไปสำรวจได้ทั่วอวกาศแล้วล่ะก็ เราอาจจะได้ทราบกับว่าสิ่งที่เราสงสัยนั้นมีอยู่จริงหรือไม่จริงกันแน่

 

 

สนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ100

สิ่งของที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้

สิ่งของที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้

สิ่งของที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ สถานที่ที่นักวัทยาศาสตร์ค้นพบและก็ยังบอกไม่ได้ว่ามันกำเนิดมาได้อย่างไรและของที่ได้ถูกค้นพบนั้นใครกันเป็นคนที่คิดค้นเป็นสร้างมันขึ้นมาซึ่งของแต่ละชนิดนั้นก็ได้มีความแตกต่างกันออกไปที่มันยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าของเหล่านั้นมันถูกประดิษฐ์มาจากฝีมือใครกันแน่

เควียมบาย่า

ต้องบออกเลยว่าสิ่งของชิ้นนี้เป็นสิ่งของที่ประดิษฐ์ออกมาได้น่ารักมากๆของอารยธรรมกิมบาย่าในประเทศโคลัมเบียอายุประมาณ1000ปีด้วยหน้าตาลลวดลายที่ดูยังไงก็เหมือนเครื่องบินชัดๆแบบนี้จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์บต่างก็ได้พากันสงสัยว่าในยุคสมัยโบราณแบบนั้นมันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่กันแล้วหรอซึ่งเจ้ากิมบาย่าที่เรานั้นได้เห็นกันอยู่นี้มันได้ถูกประดิษฐ์มาจากทองคำแท้ที่มีลวดลายสวยงามที่มองดุแลวมันหน้าแปลกตาและขนาดของเจ้าตัวกิมบาย่านั้น

จะมีขนาดที่ประมาณ5 – 7เซ็นติเมตรโดยมันมีรูปลักษณ์ที่ผสมผสานจากสัตว์หลายชนิดนั้นเอามารวมกันซึ่งสัตว์ที่ได้นำมาทำนี้ต้องบอกเลยว่าไม่มีใครที่ได้เห็นในยุคปัจจุบันจึงได้คาดการเอาไว้ว่ามันน่าจะเป็นสัตว์ที่มาจากจินตนาการหรือมันอาจจะมีจริงแต่ส่วนใหญ่มันอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วก็ได้แต่จะว่าไปมันก็แอบมีความคล้ายเครื่องบินอยู่เหมือนกันเพราะว่ามันมีปีนและรูปทรงเหมือนกันซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงหมายความว่าเครื่องบินนั้นมีมาตั้งแต่ยุคนั้นแล้วหรือว่านี้มันจะเป็นต้นแบบของการสร้างเครื่องบินกันแน่มันน่าสงสัยจริงๆ

กำแพงหินยักษ์กอร์นาย่า

กำแพงหิกยักษ์แห่งนี้ได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญในเทือกเขาไซบีเรียว่ากันว่าจนมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถพบหลักฐานใดๆเลยว่าสิ่งที่ก่อสร้างจากหินนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรแต่ถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมันก็น่าจะตะลึ่งไปหน่อยเพราะหากว่ามันจะเป็นฝีมือของมนุษย์จริงๆบอกได้เลยว่ามันไม่ธรรมดาเอามากๆเพราะว่าคงไม่มีใครยกหินที่มีนำหนักประมาณ3000 4000ตันขึ้นเอาไปเรียงเป็นชั้นสวยงาม

จนมันมีความสูงถึง40เมตรได้ยกเว้นว่ามันจะมีเทคโนโลยีที่ว่าทันสมัยล้ำเข้ามาช่วยซึ่งมันก็ยังไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่แต่แค่นั้นมันยังไม่พอมันยังมีเรื่องลี้ลับแปลกๆเล่าต่อกันมาอีกด้วยว่ากันว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่นักสำรวจจะไปที่นั่นแต่พอไปถึงแล้วเข็มทิศกับชี้ไปทางตรงข้ามทั้งๆที่เข็มทิศก็ไม่ได้เสียถึงจะไม่รู้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

ความฝัน

ความฝัน มีแบบไหนบ้าง

ความฝัน คุณเคยฝันหรือไม่? เชื่อเถอะว่าคงไม่มีใครไม่เคยฝัน คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าความฝันนั้นเกิดขึ้นมาจากอะไร ในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปของ ความฝัน ได้เลย และยังถือว่าเป็นเรื่องที่กำลังถกเถียงอยู่มาตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน ที่ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลที่มาความฝันได้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก จนทำให้ดูเหมือนว่าทฤษฎีได้รับการยอมรับ จนเข้าไปอยู่ในตำราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เลยก็ว่าได้

ซึ่งแนวคิดของทฤษฎีนี้ได้บอกไว้ประมาณว่า ความฝัน คือ จิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกที่ว่านี้หมายความคิดที่ถูกฝังลึกไว้ในความคิดของเราอีกที เป็นเรื่องที่เราอาจจะเคยคิดแต่คิดว่าไม่สำคัญ เลยสลัดมันทิ้งไปแต่จริงแล้วมันสำคัญจนมันถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก ทำให้บางครั้งเราแปลกใจเมื่อตื่นนอนจากความฝันว่า ฝันแปลก อย่างเช่น คุณไปเดินในสถานที่ที่ใดที่หนึ่ง คุณเจอผู้คนมากมาย และคุณไม่ได้สนใจคนเหล่านั้น แต่เมื่อคุณกลับมานอนและหลับ เหมือนกับว่าคุณฝันเห็นคนแปลกหน้าเหล่านั้นในความฝัน ซึ่งสิ่งน้ำลังอธิบายว่า คุณไม่ได้สนใจผู้คนเหล่านั้นในโลกความเป็นจริง

แต่ในความเป็นจริงแล้วสมองของคุณกำลังจดจำคนเหล่านั้นแล้วให้เป็นจิตใต้ของคุณ แต่สำหรับบางคนนั้นไม่เป็นแบบนั้น ในบางคนก็ฝันต่อจากความคิดในชีวิตจริง ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้แหละที่นักวิทยาศาสตร์กำลังถกเถียงกันอยู่ และได้ทำการแบ่งความฝันออกเป็น 3 รูปแบบดังนี้

  • ฝันแบบรู้ตัว คนที่ฝันแบบนี้แม้ว่าจะนอนหลับ ก็กำลังรู้สึกตัวว่าสิ่งที่อยู่ในความคิดตอนนี้คือ ความฝัน จึงไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมาก บางคนก็เพียงแค่ทำการดูสถานการณ์ในความฝันต่อไป ซึ่งในกลุ่มคนที่ฝันแบบรู้ตัวนี้จะสามารถควบคุมทิศทางของความฝันได้ ก็เปรียบเสมือนกับที่เราสามารถควบคุมความคิดในยามตื่นได้นั้นแหละ
  • ฝันซ้ำ การฝันซ้ำนั้นอธิบายได้ 2 แบบ คือ การฝันซ้ำจากความฝันในคืนก่อนที่หลับ นั้นหมายถึงว่าคุณยึดติดกับความฝันชุดเดิม จนทำให้เก็บเอาไปฝันซ้ำในทุกคืนๆ และอีกในความหมายของการฝันซ้ำคือ คุณฝันซ้ำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของคุณ จนนำเอาไปเป็นชุดความฝันได้เลย จึงกลายเป็นการฝันซ้ำที่ซ้ำกับเหตุการณ์ที่คุณได้ผ่านมาแล้ว
  • ฝันร้าย การฝันร้ายมีความเชื่อว่าเป็นลางไม่ดี แต่ถ้าหากให้พูดถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้วละก็ การฝันร้ายนั้นเกิดมาจากความคิดและความรู้สึกของตัวคุณเอง คุณอาจจะไม่ได้เจอเรื่องร้ายๆมา แต่ความรู้สึกเครียด วิตกกังวล สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นชุดความคิดของคุณ หากเปรียบเทียบกับตอนที่คุณตื่น การรู้สึกเหล่านี้จะทำให้คุณมีความคิดด้านลบมากกว่าด้านบวก เช่นกับความฝัน ถ้าหากคุณมีความรู้สึกเหล่านี้ก็จะส่งผลให้ความฝันคุณนั้นเป็นไปในทางด้านลบ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า ฝันร้าย นั้นเอง

 

ขอขอบคุณ  ae sexy  ที่ให้การสนับสนุน