ถ้าโลกหยุดหมุน

ถ้าโลกหยุดหมุน มนุษย์ต้องลงไปอาศัยใต้ดิน

ถ้าโลกหยุดหมุน โดยปกติแล้วโลกของเราจะหมุนโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ และหมุนรอบตัวเองด้วย เคยสงสัยกันไหมว่าถ้าโลกหยุดหมุนแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วมนุษย์จะสามารถอยู่รอดจากเหตุการณ์นี้ได้หรือไม่ การที่โลกหยุดหมุนนั้นในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถให้คำตอบในความเป็นไปได้ว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นจริงก็ได้มีข้อสันนิฐานออกมาแล้วว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลกบ้าง การหมุนตัวของโลกนั้นหลักๆแล้วมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องของเวลาอย่างแน่นอน และปรากฏการณ์ที่จะเกิดจากข้อสันนิฐานต่างๆอย่าง การลอยตัว ทุกอย่างบนโลกรวมถึงสิ่งมีชีวิตก็ลอยขึ้นสู่อากาศ

เกิดแรงเหวี่ยงอย่างรวดเร็วทำให้ทุกสิ่งถูกเหวี่ยงอยู่ท่ามกลาวอากาศ ก่อให้เกิดพายุที่มีความรุนแรงมาก พลังงานบนโลกหยุดทำงาน ส่งผลให้ระดับน้ำในทะเลและในมหาสมุทรก่อตัวขึ้นสูงจนกลายเป็นคลื่นยักษ์สึนามิที่ทำลายพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับทะเล เกิดลมพายุที่รุนแรง ซึ่งเป็นผลให้ชั้นบรรยากาศของโลกทุกชั้นล้มเหลว มีปัญหาของการไหลเวียนอากาศ ระยะเวลาบนโลกก็ยาวนานมากขึ้น จาก 1 วัน มี 24 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนแปลงเป็น 1 วัน เท่ากับ 365 วัน ที่เราจะสามารถพบกับเวลาเช้าและเวลากลางคืนได้ น้ำในจุดของเส้นศูนย์สูตรจะมีแรงเหวี่ยงเกิดขึ้น

ทำให้น้ำกัดเซาะแทรกไปตามแผ่นดิน จนทำให้พื้นแผ่นดินถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งไปทางงขั้วโลกเหนือ อีกส่วนไปขั้วโลกใต้ มีดารคาดคะเนว่าในอนาคตถ้าเป็นเช่นนี้ จะมีการเรียกชื่อทวีปใหม่ที่ไม่เหมือนับปัจจุบัน คือ ทวีปเหนือ ทวีปใต้ สภาพอากาศก็มีการเปลี่ยนแปลง โลกจะเหลือแค่ 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน กับ ฤดูหนาว เท่านั้น ซึ่งแต่ละฤดูมีระยะเวลา 6 เดือนเท่ากัน โลกจะมีความคล้ายกับดาวพุธ ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งร้อน และ ฝั่งหนาว โดยทั้ง 2 ฝั่งนี้จะไม่มีทางสลับกันและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งนี้สนามแม่เหล็กของโลกก็จะหายไปอีกด้วย สนามแม่เหล็กถือได้ว่าสิ่งที่ช่วยปกป้องเรื่องรังสีที่เข้าทำลาย

หากสูญเสียสนามแม่เหล็กไปจะทำให้รังสีและลมสุริยะเข้ามาปะทะโลก ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกได้ เพราะเหตุนี้จึงการคิดว่าถ้าหากว่ามนุษย์เราไม่สามารถอยู่บนพื้นแผ่นดินได้ ทางออกที่จะทำให้มนุษย์รอดคือการอพยพลงไปอาศัยอยู่ใต้ดินเท่านั้น และถ้าหากจะต้องขึ้นบนพื้นแผ่นดินก็จะต้องสวมชุดป้องกันอย่างมิดชิด

เพราะบนพื้นโลกนั้นจะเต็มไปด้วยอากาศที่เป็นพิษ ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดยังเป็นเพียงแค่การสันนิฐานเท่านั้น เพราะเหตุการณ์โลกหยุดหมุนนั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้ความว่าจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอีกหลายพันล้านปีข้างหน้า จนถึงตอนนี้เองมนุษย์เราอาจจะมีการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น เพื่อหาสิ่งที่จะมาช่วยทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดต่อไปได้ถ้าหากว่าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ

 

 

สนับสนุนโดย   holiday palace สมัคร

ถ้าโลกไม่มีน้ำ

ถ้าโลกไม่มีน้ำจะเป็นอย่างไร

ถ้าโลกไม่มีน้ำ น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของโลกและมนุษย์เลยก็ว่าได้ หากกางแผนที่โลกออกมา หรือ ตำราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ก็จะเห็นได้ชัดว่าน้ำนั้นมีพื้นที่มากกว่า 70% ของโลก ในขณะที่อีก 30% เป็นพื้นแผ่นดินและน้ำแข็ง เคยลองคิดเล่นๆหรือไม่ว่าถ้าโลกเราไม่มีน้ำเลยจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่เพียงน้ำที่ใช้ดื่มหรือใช้ในประโยชน์ต่างๆ แต่รวมไปถึงรวมถึงน้ำในทะเล น้ำในมหาสมุทร

ถ้าหากว่าโลกใบนี้ไร้น้ำเลยจะเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องแรกได้มีการถกเถียงกันในเรื่องของลักษณะภายนอกของโลก เดิมที่โลกเราจะมีลักษณะที่กลม แต่ไม่ได้กลมแบบสมบูรณ์ การถกเถียงครั้งนี้ได้พูดถึงว่าถ้าหากน้ำหายออกไปจากโลก จะทำให้โลกเสียรูปทรง เพราะจะมีพื้นผิวที่ยุบลงไป เปรียบเสมือนเปลือกส้มที่เป็นรอยขรุขระ

แต่หากเป็นเช่นนั้นก็ได้มีแนวคิดที่ว่าอย่างไรแล้ว โลกก็จะมีลักษณะทรงกลมเหมือนเดิมในรูปร่างภายนอก เพียงแค่มีส่วนที่ยุบลงไป ซึ่งในปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ยังคงถกเถียงกันอยู่หาย แต่ก็ได้มีผู้ที่ทำแผนที่โลกแบบจำลองขึ้นมาโดยให้โลกไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย แผนที่จำลองนี้ทำให้มีการอธิบายว่า แท้จริงแล้วพื้นของน้ำบนโลกไม่อยู่ลึกจากพื้นแผ่นดินเลยแต่อย่างนั้น ที่เรามองว่ามันลึกนั้นเป็นมนุษย์นั้นมีขนาดที่ตัวเล็ก แต่ถ้าหากมองตามแผนที่แล้วระยะทางระหว่างพื้นแผ่นดินกับพื้นใต้น้ำนั้นไม่ได้มีความห่างกันมาก

ซึ่งพื้นใต้น้ำจะมีลักษณะที่ขรุขระกว่าพื้นแผ่นดิน ที่เกิดจากความทับถมของดิน และการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติต่างๆ โดยรวมแล้วถ้าจะถามว่า โลกนั้นจะเสียรูปทรงกลมหรือไม่ ถ้าตามแผนที่จำลองนี้ก็คงจะต้องตอบว่าไม่ อย่างไรแล้วโลกก็จะเป็นทรงกลมดั่งเดิม เปรียบเทียบได้จากการที่นำผลส้มมาแกะเปลือกออกจุดใดจุดหนึ่ง ในทางกายภาพแล้วผลส้มก็จะยังมีลักษณะกลมเช่นเดิม และอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ว่าถ้าโลกเราไม่มีน้ำจะเป็นอย่างไร ต้องยอมรับเลย น้ำ ทำให้มนุษย์นั้นสามารถดำรงมีชีวิตอยู่

ไม่ใช่แค่เพียงอาหาร ถึงอย่างนั้นการผลิตอาการเองก็ยังต้องพึ่งน้ำด้วยเช่นกัน อย่างที่เราเห็นกันว่าในงานเกษตรการปลุกพืชผัก ก็ยังต้องอาศัยน้ำในการเพาะเลี้ยง ในส่วนของร่างกายของมนุษย์จะไม่สามารถขาดน้ำได้ เพราะน้ำจะช่วยรักษาสมดุลให้กับร่างกาย และยังถูกดึงนำไปใช้ให้ระบบการทำงานในร่างกายคงที่ หากขาดน้ำเราจะเสียชีวิต และสูญพันธุ์ในอนาคตได้ ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่ดำรงอยู่บนโลกนี้อีกด้วยที่จะสูญพันธุ์

 

 

สนับสนุนโดย  Aesexy

ดวงจันทร์เกิดขึ้นจากอะไร

ดวงจันทร์เกิดขึ้นจากอะไร และมาที่โลกได้อย่างไร

ดวงจันทร์เกิดขึ้นจากอะไร ทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์ ก็คือข้อสันนิฐานที่ยังคงเป็นแนวความคิด ข้อเท็จจริง หรือที่ในตำราเรียนเรียกว่า การตั้งสมมติฐาน เท่านั้น หลายๆคนได้มีการเข้าผิดว่า ทฤษฎี นั้นเป็นความจริง เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆที่เราทราบกันนั้น ก็ยังคงเป็นปริศนาและมีการขัดแย้งกันอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น เวลา

เรื่องของเวลาได้ถูกกล่าวถึงอยู่ 2 ทฤษฎีจากวิทยาศาสตร์ชื่อดังคือ ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเซอร์ ไอแซค นิวตัน ที่อธิบายว่า เวลาเป็นสิ่งคงที่ ไม่สามารถบิดเบือนได้ ไม่ได้สามารถไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ แต่ในทฤษฎีอควอนตัมของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้อธิบายว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ สามารถที่จะไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ เป็นต้น จากตัวอย่างนี้ทำให้เห็นแล้วว่ายังไม่มีหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ เช่นเดียวกันกับเรื่องที่จะยกมานำเสนอในบทความนี้ นั้นก็คือ ดวงจันทร์ เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าดวงจันทร์เกิดจากอะไร? มาจากไหน?

และมาอยู่ใกล้โลกได้อย่างไร? ได้มีข้อสันนิฐานแรกเกิดขึ้นและอธิบายไว้ว่า ดวงจันทร์นั้นเกิดจากกลุ่มดาวดวงเล็กในอวกาศรวมกัน เมื่อเวลาผ่านไปนานมากขึ้น ทำให้ดวงดาวเหล่านั้นรวมตัวจนใหญ่และกลายเป็นดวงจันทร์ โดยแนวคิดเป็นการสันนิฐานในแบบที่ยังไม่ได้มีการสำรวจใดเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถตอบคำตอบเรื่องที่ว่าทำไมดวงจันทร์ถึงมาอยู่ใกล้โลกได้ ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้มีอีกหนึ่งข้อสันนิฐานว่า เดิมนี้นั้นโลกเราไม่อะไรเลย มีแต่ดินหินแห้งๆ จนดาวพุธได้เข้ามาพุ่งชน

จนทำให้ชิ้นส่วนจากโลกนั้นกระเด็นออกมาอยู่ระยะใกล้ จึงกลายเป็นดวงจันทร์ เพราะเชื่อว่าในส่วนประกอบของดวงจันทร์ก็คล้ายกับโลก จึงมีแรงดึงดูดไว้ด้วยกัน ทำให้ดวงจันทร์โคจรและติดตามโลกไปทุกการเคลื่อนที่ ซึ่งในเวลาต่อมาเองนักวิทยาศาสตร์มีก็แนวโน้มที่เชื่อเรื่องชิ้นส่วนของโลกหลุดออกมาจากดวงจันทร์ เพราะได้มีการตรวจสอบและพบว่าส่วนประกอบทางเคมีของดวงจันทร์และโลกนั้นมีความเหมือนกัน แต่แล้วทฤษฎีนี้ก็ได้ถูปฏิเสธลงไป เพราะมีข้อขัดแย้งขึ้นมาว่า โลกไม่มีวัตถุมากพอที่จะทำแบบนั้นแบบนั้น ซึ่งหลายคนก็มีความคิดเช่นนั้น

เพราะถ้าหากเป็นอย่างนั้นเราอาจจะเห็นโลกไม่เป็นทรงกลมแน่ ถือว่าเรื่องของดวงจันทร์ก็เป็นอีกปริศนาที่รอวันคลีคลาย ปัจจุบันเองนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้หยุดทำการค้นหาคำตอบ ยังคงแก้ไขปริศนามาโดยตลอด ทุกวันนี้เองวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับเทคโนโลยีบนโลกเราก็มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น และในอนาคตเองก็จะคงจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานเราเองก็คงจะได้รู้คำตอบของปริศนาของวิทยาศาสตร์ทั้งหมดได้อย่างแน่นอน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ดูบอล

รู้หรือไม่อะไรไม่มีเงา

รู้หรือไม่ อะไรไม่มีเงา

          รู้หรือไม่อะไรไม่มีเงา วิทยาศาสตร์เป็นที่สิ่งที่น่าทึ่ง น่าค้นหา  เราจะเห็นได้ว่าในชีวิตประจำวันของเรานั้นจะสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์อยู่เสมอใน สมัยเด็กๆเราทุกคนจะเคยเรียนเรื่องแสงและเงา หลายๆคนอาจจำกันไม่ได้แล้วก็ได้ ว่าแสงและเงาคืออะไร วันนี้จึงลองมาจำกัดคำนิยามของแสงและเงาให้ได้รู้กันอีกครั้ง 

          แสงนั้นคือสิ่งที่เรามองเห็นโดยอาจเกิดขึ้นจากธรรมชาติก็ได้เช่น แสงของดวงอาทิตย์ แสงของดวงจันทร์หรือดวงดาว กับอีกอย่างคือ เกิดจากที่มนุษย์สร้างขึ้น นั่นคือ แสงจากหลอดไฟ  จากไฟฉาย หรือแสงจากเทียน  เมื่อเราเห็นแสงเราก็จะเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดมากขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นแสงเราก็จะเห็นเงาตามมาด้วย เพราะแสงเป็นตัวทำให้เกิดเงา

และแสงจะมีทิศทางตรงกันข้ามกับเงาเสมอ เมื่อแสงคือสิ่งที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งของต่างๆ เงาก็คือส่วนที่แสงส่องไปไม่ถึง เพราะเงาจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับแสงเสมออย่างที่เคยบอก โดยปกติเมื่อเราเห็นแสงก็มักจะเห็นเงาด้วย แต่ว่าคุณรู้หรือไม่ มีสิ่งหนึ่งที่เมื่อเรามองเห็นแสงแล้วแต่เราก็ไม่เห็นเงาของมัน ดังนั้น วันนี้จะเรามาทดลองวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานกันอีกครั้งเผื่อว่าอาจจะมีใครยังไม่ทราบเรื่องนี้กันค่ะ

          การทดลองไม้ขีดไฟ ไม่มีเงา อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ไม้ขีดไฟ กับไฟฉายเท่านั้น  เมื่อมีอุปกรณ์ครบแล้ว เรียกลูกๆหลานๆมาดูการทดลองอันแสนน่าทึ่งนี้กันได้เลยค่ะ 

         สำหรับการทดลองให้เราจุดไม้ขีดไฟ แล้วถือเอาไว้โดยให้ห่างจากผนังสักประมาณ 10-15 เซนติเมตรค่ะ เสร็จแล้วให้เราเอาไฟฉายส่องไปที่ไม้ขีดไฟที่เราถืออยู่ คุณจะเห็นได้ว่าในเงาตรงผนังนั้น จะมีเงามือของคุณถือไม้ขีดอยู่แต่คุณจะไม่เห็นเงาของแสงไฟ  มาถึงตรงนี้ไม่ต้องงงหรือตกใจค่ะ ไม่ใช่เรื่องเร้นลับหรือเรื่องเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด  เหตุการณ์นี้อธิบายได้ว่า ที่เราไม่เห็นเงาของแสงไฟจากไม้ขีดนั้น เพราะไฟไม่มีเงาค่ะ  เหตุเพราะไฟไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้จึงทำให้แสงเดินผ่านได้ เช่นเดียวกับน้ำ แสงก็เดินผ่านน้ำได้เช่นกันคะ

         จากการทดลองง่ายๆนี้สามารถทำให้เราอธิบายเรื่องของแสงและเงาให้บุตรหลานของเราได้ชัดเจนมากขึ้น เป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้และเพลิดเพลิน เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้บุตรหลานของเราสนใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น เพราะจริงๆแล้ววิทยาศาสตร์ ไม่ได้อยู่แต่กับในตำราเรียนหรือในห้องเรียนเท่านั้น หากแต่รอบๆตัวเราก็มีวิยาศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้มากมายเหมือนกัน 

 

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ