ข้อขัดแย้งการข้ามเวลา

ข้อขัดแย้งการข้ามเวลา ทางชีวภาพ

ข้อขัดแย้งการข้ามเวลา เรามักจะเห็นอยู่บ่อยๆว่าการเดินทางนั้นเป็นไปได้ในจิตนาการ การ์ตูน ภาพยนตร์ สื่อต่างๆที่สามารถประดิษฐ์ความคิดความต้องการได้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมันไม่มี เชื่อเลยหลายๆคนกำลังคิดอยู่ว่า การเดินทานข้ามเวลาไปยังอนาคต หรือเดินทางข้ามเวลาย้อนกลับยังอดีต นั้นสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่สามารถค้นพบเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมาแล้ว อย่างที่ได้ทราบกันว่าแนวความคิดนี้ยังถือว่าเป็นทฤษฎีอยู่

ถึงแม้ว่าจะมีการทำการทดลองโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลออกมามีความเป็นไปได้ว่า เราจะสามารถเดินทางความเวลาได้ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังไม่มีข้อพิสูจน์เรื่องนี้ขึ้นมายืนยันว่า การเดินทางข้ามเวลานั้นสามารถทำได้จริง และเมื่อไม่นานมานี้นักดาราศาสตร์ก็ได้มีค้นพบและถ่ายภาพของหลุมดำที่อยู่ห่างจากโลก 55 ล้านปีแสงเอาไว้ได้

ยิ่งทำให้ผู้ที่สนใจในเรื่องของการเดินทางข้ามเวลานั้นสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อหลุมดำนั้นจะเชื่อมกับมิติของเวลา ถ้าหากเดินทางผ่านหลุมไปได้ ก็จะสามารถย้อนเวลาได้ แล้วถ้าหากการย้อนเวลาเป็นจริงได้ ก็จะสามารถตอบข้อขัดแย้งการย้อนเวลาได้ใช่หรือไม่? แน่นอนว่าจะต้องมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างข้อขัดแย้งขึ้นมาเพื่อตั้งเป็นสมมติฐานเท่านั้น ไม่ได้มีความต้องการที่ทำลายเรื่องการย้อนเวลา อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า วิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ได้ แต่เพราะมันยังพิสูจน์ไม่ได้

การตั้งข้อสงสัยนั้นไม่ได้เป็นความผิดแต่อย่างใด ซึ่งในข้อขัดแย้งการข้ามเวลา หรือ Time Paradox ที่จะมากล่าวในบทความนี้คือรูปแบบทางด้านชีวภาพ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมมติว่าคุณได้เดินทางย้อนกลับยังอดีต ไปรักกับผู้หญิงคนหนึ่งในวัยสาว แต่เขาคนนั้นคือแม่ของคุณในปัจจุบัน คุณมีลูกกับผู้หญิงคนนั้น ก็เท่ากับว่าลูกที่เกิดมาจากคุณและผู้หญิงคนนั้น คือ คุณ อย่างนั้นหรือ ในทางชีวภาพ พันธุกรรมนั้นมีการยืนยันว่ามันไม่สามารถเป็นไปได้ แล้วถ้านั้นไม่ใช่คุณ แล้วคุณมาจากไหน เกิดมาจากใคร

ถ้าคุณคือคนที่แต่งงานกับแม่ของคุณแทนพ่อของคุณ ในปัจจุบันคุณมีตัวตนหรือไม่ แต่ก็ต้องมีไม่ใช่หรือ เพราะคนที่เดินทางย้อนเวลามานั้นก็คือ ตัวของคุณ โดยขัดแย้งข้อนี้ก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ จึงทำให้เรื่องการเดินทางข้ามเวลานั้นสรุปได้ว่ามันไม่สามารถเดินขึ้นได้ จนกว่าจะสามารถหาข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ได้ นำมาหักล้างข้อขัดแย้งเหล่านี้ได้ แต่ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งใดมาหักล้างข้อขัดแย้งนี้ได้ ก็เท่ากับว่า ยานพาหนะที่ใช้ในไทม์แมทชีนไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ มิติเวลาไม่มีอยู่จริง รวมไปถึงการเดินทางข้ามเวลานั้นก็เป็นไปไม่ได้ด้วยเช่นกัน

ฟื้นคืนชีพสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์

นักวิทยาศาสตร์อยากฟื้นคืนชีพสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์มากที่สุด

ฟื้นคืนชีพสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ การที่มนุษย์เรานั้นมีความเชื่อในศาสตร์มืดที่จะขอให้สิ่งมีชีวิตฟื้นคืนชีพขึ้นมาหลังความตาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ มันก็คือความเชื่อที่ยากจะเกิดกว่าจะเข้าใจ หลายคนมองว่าการฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่งมงาย เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ที่จะปลุกให้สิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วตื่นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง

ร่วมไปถึงวิทยาศาสตร์เองที่เดิมที่ก็อธิบายว่าเรื่องการฟื้นคืนชีพนั้นไม่มีทางเป็นได้อย่างแน่นอน เพราะเซลล์และระบบการทำงานนั้นได้ตายไปแล้ว แต่หลายปีที่ผ่านนี้เองได้มีการเปิดเผยว่า ได้มีนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้เริ่มทำการทดลองฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ มันจึงเลยดูขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์เคยได้กล่าวไว้ว่า การฟื้นคืนชีพนั้นเป็นไปไม่ได้ หรือมันจะเป็นจริงเรื่องว่า ไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์มันก็อยู่ก่ำกึ่งกันอย่างนั้นแหละ ว่าด้วยเรื่องของการฟื้นคืนชีพของมนุษย์นั้นยังไม่มีการทดลองเกิดขึ้น

ในตอนนี้ทำแค่เพียงเก็บร่างของผู้ที่พึ่งเสียชีวิตชาแข็งเอาไว้ และทำการพัฒนาเซลล์และสารต่างๆเพื่อรอให้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ถึงตอนนั้นเราคงจะรู้ผลสรุปการทดลอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากมนุษย์แล้ว นักวิจัยให้สนใจในการฟื้นคืนชีพสัตว์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในยุคดึกดำบรรพ์ แต่ไม่ใช่ในไดโนเสาร์อย่างแน่นอน เพราะการฟื้นคืนชีพสัตว์นั้นจะเป็นการนำเซลล์ไปฝากไว้ในครรภ์ของสัตว์ในปัจจุบันที่มีความคล้ายกับสัตว์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีสัตว์ชนิดใดที่สายพันธุ์ลักษณะของไดโนเสาร์ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ทำการทดลองโดยฟื้นคืนชีพช้างแมมมอธ

โดยทำการสกัดเซลล์ของฟอสซิลช้างแมมมอธออกมา แล้วนำไปให้ช้าง สัตว์ที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับช้างแมมมอธมากที่สุดในปัจจุบัน โดยการให้ช้างนั้นอุ้มท้องเซลล์ของช้าแมมมอธ ซึ่งช้างสามารถอุ้มท้องได้ประมาณ 1-2 เดือน เซลล์นั้นก็ตายทันที และนอกจากนี้ไม่เพียงแค่เซลล์ที่ตายเท่านั้น

แต่ช้างที่อุ้มท้องก็ตายลงไปด้วยเช่นกัน จากการทดลองนี้ทำให้เห็นแล้วว่าสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาและมีชีวิตดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันได้ ถึงแม้ว่าจะกำเนิดขึ้นก็ไม่สามารถทนอยู่ได้เหมือนเหมือนเดิม เพราะเหตุนี้ด้วยเช่นเดียวกันที่สาเหตุทำให้สัตว์เหล่านี้ต้องสูญพันธุ์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมของโลกนั้นมีความเปลี่ยนแปลง อย่างไรแล้ว

การทดลองฟื้นคืนนี้ก็ยังไม่ได้มีการยุติไป ยังคงมีการทดลองอยู่เพื่อแสดงให้เห็นว่า วิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบนโลกนั้นก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากนำไปใช้ในทางที่ผิดมันจะก่อให้เกิดผลเสียและถือว่าเป็นการฝืนธรรมชาติของสัตว์อีกด้วย อาจจะทำให้สัตว์กลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาดได้

อดีตดาวอังคารคือโลก

ในอดีตดาวอังคารคือโลก และมนุษย์ก็กำเนิดที่นั้น

อดีตดาวอังคารคือโลก  คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเอง หรือกับผู้อื่นหรือไม่ว่า โลกเกิดมาจากอะไร? มนุษย์เราเกิดมาจากอะไร? แน่นอนว่ามันมีคำถามในเชิงของวิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีต่างๆนอยู่แล้วมากมาย ซึ่งในหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เองก็คงจะมีบอกสินะ แต่อยากจะบอกให้ทุกคนทราบว่า ข้อมูลเหล่านั้นมีทฤษฎีแนวความคิดที่ถูกนำเสนอและมีได้รับการยอมรับในจำนวนหมู่มาก

เพราะมีหลักฐานมายืนยันได้เป็นอย่างมาก แท้จริงแล้วก็มีด้านที่ค้านเช่นเดียวกัน ไม่เพียงแค่เรื่องของการเกิดโลกหรือมนุษย์ แต่รวมไปถึงเรื่องต่างๆทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด อย่างที่ทราบกันดีว่า ศาสตร์แขนงวิทยาศาสตร์ ต้องการคำตอบที่พิสูจน์ได้ และในบางเรื่องของก็ยังคงเป็นทฤษฎีต่อไปถ้าไม่มีอะไรมาพิสูจน์เพื่อหาคำตอบ เช่นเดี๋ยวกันกับเรื่องของการเกิดโลก และการเกิดของมนุษย์ ที่บอกว่าโลกเกิดจากทฤษฎีบิ๊กแบง และมนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง ในส่วนตรงนี้นั้นก็ยังถือว่าเป็นทฤษฎีอยู่เหมือนเดิม

อย่างเรื่องของ มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง แต่ก็ไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่าก่อนที่เป็นลิงนั้นวิวัฒนาการมาจากอะไร แล้วต้นกำเนิดของมันจริงๆนั้นมาจากอะไรกันแน่ ซึ่งในบทความนี้เรามีอีกทฤษฎีมานำเสนอ เผื่อว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้เช่นเดียวกัน คุณเชื่อหรือไม่ว่าก่อนมนุษย์เราจะเดินทางมาอาศัยอยู่บนโลกนี้ มนุษย์เราเคยอาศัยอยู่ดาวอังคาร ทำไมถึงเช่นนั้น? เพราะได้มีการส่งยานอวกาศเดินทางไปยังดาวอังคาร และได้ทำการเก็บภาพถ่ายบนดาวอังคารกลับมา

สิ่งที่พบที่สำคัญเลยก็คือ พีระมิด ใช่แล้ว พีระมิดที่มีรูปทรงเหมือนในประเทศอียิปต์ เมื่อหลายๆคนได้เห็นภาพพวกนั้นแล้วก็ต่างสันนิฐานกันว่า ต้องเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวอังคาร  และสร้างอารยะธรรมทิ้งเอาไว้ ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าดาวอังคารในอดีตนั้นเหมือนกับโลกหมดทุกอย่างก่อนจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น จนในตอนนี้ดาวอังคารนั้นไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เพราะมีแค่อากาศที่เป็นพิษจนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้นั้นเอง และมีความเชื่อที่ว่ามนุษย์บนดาวอังคารในยุคนั้นมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวไกล

ที่จะสามารถสร้างยานพาหนะอพยพคนมายังดาวโลกดวงใหม่ได้ก็คือโลกปัจจุบันของเรานี้เอง ซึ่งได้ตรงกับหลักฐานพีระมิดของประเทศอียิปต์ ที่ได้มีภาพวาดบนผนัง ที่มีภาพเป็นลักษณะของยานอวกาศรูปทรงเหมือนจานคว่ำลอยอยู่บนท้องฟ้า นั้นจึงเป็นสิ่งที่หน้าสงสัยว่า ทำไมมนุษย์ยุคโบราณถึงวาดภาพเช่นนั้นออกมาถ้าหากว่าพวกเขาไม่ได้เห็นมัน ฉะนั้นแล้วทฤษฎีก็อาจจะมีโอกาสเป็นไปได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทราบอย่างแท้จริงว่ามนุษย์เกิดจาก แต่เราอาจจะทราบได้ว่ามนุษย์นั้นมาจากไหนก็ได้ และในอนาคตเองถ้าโลกของเรามีวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น เราอาจจะได้รู้คำตอบเหล่านี้ก็เป็นได้

ดวงอาทิตย์

สิ่งมีชีวิตที่จะรอด ถ้าโลกไม่มีดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก

เพราะดวงอาทิตย์ถือว่าเป็นแหล่งสรรพยากรที่มนุษย์ต้องการ และไม่ใช่แค่กับมนุษย์เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทุกประเภทที่อยู่บนโลกนี้อีกด้วย คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า ถ้าวันหนึ่งที่ดวงอาทิตย์ดับไร้แสง ไร้พลังงานความร้อนอย่างถาวรจะเป็นอย่างไร ที่แน่ๆคือโลกของเราจะมืดสนิท อุณหภูมิบนโลกจะเย็นขึ้นมากจนถึงหนาวมากกว่า -200 องศาเซลเซียส และไม่ใช่แค่สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่สิ่งมีชีวิตบนโลกจะไม่สามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป แต่จะไม่ได้ล้มตายกันไปเสียทันที มนุษย์เองก็จะสามารถอยู่ได้นานสุดเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น

เพราะการที่ดวงอาทิตย์ดับลงไปนั้น ทำให้เกิดวิกฤตในการขาดแคลนอาหาร เมื่อไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสง สิ่งที่จะผลประโยชน์จากการสังเคราะห์แสงโดยตรงอย่างพืชผัก ก็จะไม่เจริญเติบโต ล้มตาย ทำให้สัตว์สายพันธุ์ที่กินพืชเป็นอาหารล้มตายภายในเวลาต่อมา สัตว์ที่จะอยู่รอดได้นานมากขึ้นก็คือ สัตว์สายพันธุ์นักล่า กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร เพราะมันจะคอยไปกินพวกเนื้อสัตว์จากสัตว์ที่ล้มตายแล้ว ซึ่งมนุษย์ก็จัดอยู่ในสัตว์แห่งนักล่าเช่นเดียวกัน เราอาจจะอยู่นานขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ต้องล้มตายเช่นเดียวกัน

ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่จะสามารถอยู่ยืนต้นได้คงเดิม เพราะมีรากฐานที่ใหญ่และมั่นคง แต่ใบนั้นก็อย่างที่กล่าวไปว่ามันต้องการการสังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์ ฉะนั้นมันจะทำแค่เพียงยืนต้นพร้อมกับกิ่งก้านเท่านั้น แล้วจะมีสิ่งที่อยู่บนโลกนี้หรือๆไม่? มีสิ มีแน่ๆ นั้นก็คือ จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวเท่านั้นที่จะอยู่รอดบนโลกที่ไร้แสงดวงอาทิตย์ได้ เพราะได้รับความร้อนจากแกนโลก แล้วแบคทีเรียล่ะ แบคทีเรียจะอยู่รอดบนโลกเหมือนกับจุลินทรีย์หรือไม่? ในส่วนของแบคทีเรีย จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นานพอๆกับจุลินทรีย์ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องก็ต้องตายลงไป

เพราะแบคทีเรียจะมีชีวิตอยู่ได้จำเป็นต้องอาศัยน้ำในการล่อเลี้ยงเซลล์ ซึ่งมีผลมาจากการที่ดวงอาทิตย์ดับ อุณหภูมิลดลง น้ำในทะเล น้ำในมหาสมุทร และทุกพื้นที่ จะค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมด ทำให้โลกใบนี้ไม่มีน้ำเลย จึงที่มาของการที่แบคทีเรียไม่สามารถอยู่รอดได้ ต่างจากจุลินทรีย์ที่อาศัยความร้อนจากแกนโลก แต่ถึงอย่างเราพวกเรามนุษย์ยุคปัจจุบันคงไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน เป็นเพราะว่าทางนักวิทยาศาสตร์ได้มีการคำนวณออกมาแล้วว่า เหตุการณ์นี้จะเกินขึ้นในอีกหลายพันล้านปีข้างหน้า และในเวลานั้นมนุษย์เราคงจะสามารถพัฒนาด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ได้อย่างก้าวไกล และพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้เพื่อความอยู่รอดอย่างแน่นอน

แบคทีเรียบนผิวหนัง

แบคทีเรียบนผิวหนัง

แบคทีเรียบนผิวหนัง ในการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคนต่างก็ดำเนินไปด้วยความเร่งรีบ จนอาจจะทำให้หลายๆคนไม่ทันได้สังเกตเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองกัน การที่เราออกไปใช้ชีวิตยังสถานที่ต่างๆข้างนอกบ้านอาจจะต้องพบเจอกับสิ่งต่างๆมากมายทั้งมลพิษจากสิ่งต่างๆ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่อาจจะนำมาซึ่งสาเหตุของปัญหาอันผิดปกติในร่างกายของเราทุกคนได้

และในวันนี้เราจะมาบอกเล่าถึงหนึ่งในสิ่งที่หลายๆคนควรที่จะทราบกันเอาไว้อย่างแบคทีเรียในผิวหนังนั่นเอง

          แน่นอนว่าร่างกายมนุษย์อย่างเราๆนั้นมีเกราะป้องกันอย่างผิวหนังที่ซึ่งถือว่าเป็นด่านป้องกันในด่านแรกๆเลยก็ว่าได้ที่จะคอยช่วยปกป้องตัวเราทุกๆคนให้พ้นจากความบาดเจ็บ หรืออาการป่วยไข้ต่างๆได้นั่นเอง แต่ถ้าหากจะกล่าวถึงแบคทีเรียขึ้นมาก็แน่นอนว่าหลายๆคนก็มักจะคิดกันไปในทิศทางที่ไม่ดี ไม่ปลอดภัยเอาไว้ก่อน

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับคนที่ไม่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ทราบหรือไม่ว่าในปัจจุบันนี้ยังมีแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ อีกมากมายหลายชนิดที่ทางวิทยาศาสตร์สามารถที่จะดึงเอาประสิทธิภาพของเชื้อแบคทีเรียนั้นๆออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อใช้ในการช่วยเหลือชีวิตมนุษย์อย่างการช่วยในการรักษาในด้านของสุขภาพเบื้องต้น แต่ทั้งนี้เองในการค้นคว้าเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ของทางนักวิทยาศาสตร์นั้นยังไม่ได้มีข้อมูลทางความรู้ที่เพียงพอต่อการทำการวิจัยเกี่ยวกับแบคทีเรีย และจุลินทรีย์บนผิวหนังของมนุษย์

จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาอาสาสมัครที่สนใจอยากจะร่วมทำการวิจัยเรื่องนี้เพื่อที่จะได้ให้พวกเขาทำการบริจาคตัวอย่างเพื่อเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการที่จะได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จต่อไปได้นั่นเอง โดยทางนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยนั้นจะมีการใช้เทคนิคที่เป็นวิธการทางด้านที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมนั่นก็เพื่อที่จะตรวจหาดีเอ็นเอ ที่เป็นแหล่งเชื้อพันธุ์ของเหล่าจุลินทรีย์ต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้แจกแจงแบ่งแยกชนิดและประเภทของเชื้อเหล่านี้ให้มีความถูกต้อง แม่นยำมากที่สุด

แต่ในขณะที่ทำกรวิจัยไปนั้นก็กลับต้องพบกับสิ่งที่ชวนปวดหัวเมื่อจุลินทรีย์ต่างๆเหล่านี้นั้นได้แยกกันออกมาจนมีมากมายกว่าที่ทางนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการคาดการณ์เอาไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ก่อให้ทางนักวิจัยนั้นเกิดอาการงุนงงและแปลกใจไปตามๆกัน หลังจากพบว่า ในส่วนของผิวหนังที่มีความแห้ง เช่นตรงบริเวณช่วงของปลายแขนนั้นมักจะมีแบคทีเรียอยู่กันเป็นจำนวนมากและหลากหลายชนิดที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยทางนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้ทำการอธิบายเอาไว้ให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจตรงกันว่า ในส่วนของบริเวณผิวหนังที่มีอาการแห้งของคนเรามักจะพบว่าเป็นที่เปิด สามารถที่จะสัมผัสได้กับสิ่งต่างๆรอบตัวได้ง่าย

และเร็วกว่าในส่วนอื่นๆในร่างกาย ซึ่งจากตัวอย่างที่ทางนักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตดูแบคทีเรียนั้นที่สามารถได้มาจากผิวหนังในบริเวณที่เกิดความแห้งนั้น ก็สามารถที่จะสันนิษฐานได้ว่านั่นอาจจะเป็นแบคทีเรียจำพวกหนึ่งที่เป็นแบคทีเรียชนิดชั่วคราวและอาจจะไม่ใช่ประเภทของแบคทีเรียที่จะปักหลักอยู่บริเวณของผิวหนังนั้นๆอย่างถาวร

          อย่างไรก็ตามในส่วนของทางนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยก็ได้ออกมาอธิบายให้ทราบโดยทั่วกันแล้วว่าสำหรับเรื่องนี้นั้นยังต้องทำการศึกษาข้อมูลและเรียนรู้เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจให้แน่ชัด และต้องใช้ทักษะต่างๆกันอีกมากกว่าจะได้ข้อสรุปที่มีความเกี่ยวกับเรื่องของแบคทีเรีย และจุลินทรีย์เหล่านี้ที่แน่นอนว่ามีอยู่อย่างมากมายและหลากหลายชนิดปะปนกันไป